วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
งานชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนกระบวนการและวิธีการแสดงตัวตนให้ปรากฎของชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ
ผ่านการพิจารณาถึงแผนการก่อสร้างสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย (Taman
Budaya Tionghoa Indonesia) ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมชาวจีนโพ้นทะเลอินโดนีเซีย
(Paguyuaban Sosial Marga Tionghoa Indonesia:PSMTI ในบทความจะใช้ชื่อย่อว่า
PSMI) หนึ่งในสมาคมชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซีย สวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียเป็นสถานที่ที่ได้มีการเตรียมการที่จะจัดสร้างขึ้นภายในสวนสาธารณะอินโดนีเซียอันน่ารื่นรมย์
(Taman Mini “Indonesia Indah” ในบทความจะใช้ชื่อว่า Taman Mini) ชานกรุงจาการ์ตา
ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์เพื่อจุดประสงค์ในการจัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซีย
ในการพิจารณาถึงแผนดังกล่าวแนวความคิดของคลิฟฟอร์ดเรื่อง [พิพิธภัณฑ์ในฐานะของContact
zone] นั้นเหมาะในการอธิบายในเรื่องนี้ได้อย่างดี คลิฟฟอร์ดได้บ่งชี้ถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์ผ่านการวิเคราะห์พิพิธภัณฑ์4แห่งที่ทำการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชาวอินเดียนแดงชนกลุ่มน้อยในคาบสมุทรอเมริกาเหนือ
ไว้ในหน้งสือ “Travel and Transition in the Late Twentieth Century”
ว่า “บทบาทหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่ผ่านมาเป็นสถานที่ใช้ในการจัดหมวดหมู่ของวัฒนธรรมของชนชั้นต่ำซึ่งถูกปกครองแต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ได้กลายเป็นสถานที่สำหรับสร้างเอกลักษณ์(Identity)
ของชนกลุ่มน้อย(Minority)ในสังคม และกลายเป็นสถานที่ที่ใช้ติดต่อกันระหว่างชนกลุ่มน้อยและคนส่วนใหญ่ในสังคม
(contact zone) i
โดยเนื้อหาในงานฉบับนี้จะหยิบยกถึงเนื้อหาโดยคร่าวๆของแผน,ผู้เสนอแผนฯ,สถานที่ตั้ง,สถานการณ์ในปัจจุบัน,ประเด็นปัญหาของแผนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยบางส่วนในสังคมอินโดนีเซีย
และนำเสนอถึงประเด็นพิพิธภัณฑ์ในฐานะของContact zoneระหว่างชนกลุ่มน้อยกับความเป็นรัฐ,
การสร้างกลุ่มชุมชนทางเชื้อชาติซึ่งถูกแสดงออกในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์กับขั้นตอนของการแสดงตัวตนให้ปรากฎ
การแสดงตัวตนให้ปรากฎของชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติในประเทศที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลายชาติพันธ์อย่างอินโดนีเซียนั้น
จัดทำในหลายสถานที่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการประดับประดาตามห้างร้านสรรพสินค้า,
สัญลักษณ์ตามมุมเมืองหรือแม้แต่ในสิ่งของที่แจกจ่ายในกิจกรรมการเลือกตั้งต่างๆเป็นต้น
การแสดงตัวตนให้ปรากฎของชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติเพื่อสนองตอบต่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นในการค้าหรือการเมืองนั้นได้มีการดำเนินการในหลายรูปแบบและถูกใช้เป็นสาร
ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็มีสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซียใช้เป็นสถานที่ใช้ส่งสารติดต่อไปยังสังคมชาติอินโดนีเซียที่จะได้กล่าวถึงฉบับนี้รวมอยู่ด้วยนั่นเอง
อนึ่งในงานฉบับนี้จะใช้คำเรียกแทนกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซียว่า
“คนเชื้อสายจีน”ii ตามเสียงอ่านในภาษาฮกเกี้ยน และคำศัพท์ที่หมายถึง
Sukpansa หรือ Sukในภาษาอินโดนีเซียในที่นี้หมายถึง ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติiii
สำหรับชื่อในภาษาจีนแต่ละแบบนั้นจะใช้ตัวอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่นแทนอักษรจีน
ปูมหลัง
สำหรับคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียเดือนพฤษภาคมปี2541จะมีความหมายสองแง่นั่นคือ
ในแง่ที่สดใสจะหมายถึงการปลดปล่อย แต่ในแง่ที่มืดหม่นจะหมายถึงความหวาดกลัว
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ขยายตัวไปทั่วประเทศซึ่งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมในปีดังกล่าวนั้นได้กลายเป็นจุดชนวนของการปลดปล่อยชาวจีนออกจากการถูกควบคุมโดยตัวบทกฎหมายอันเนื่องมาจากการล่มสลายของระบอบการปรกครองโดยประธานาธิบดีซูฮาร์โตซึ่งยาวนานต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง
32ปี ในขณะเดียวกันการที่คนเชื้อสายจีนต้องกลายเป็นเป้าหมายของความรุนแรงโดยตรงทำให้เกิดความหวาดกลัวในการคงอยู่ในฐานะของคนเชื้อสายจีนและกลายเป็นวิกฤตของการอยู่ร่วมกัน
ในขณะที่การเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองของซูฮาร์โตซึ่งก่อให้เกิดสภาวะปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังของพ.ศ.
2540กำลังขยายไปยังทุกพี้นที่ของประเทศนั้นได้มีหลายคนยิงปืนขึ้นท่ามกลางการประชุมประท้วงรัฐบาลที่จัดขึ้นณ.มหาวิทยาลัย
Trisakti ทางตะวันตกของจาการ์ตาเมื่อวันที่12พฤษภาคมพ.ศ.2540 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีนักศึกษาเสียชีวิต4คนและเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดความรุนแรงขนาดใหญ่รุกลามขยายตัวไปทั่วประเทศโดยเริ่มที่จาการ์ตา,มาดัง,โซโล,ปาเรนบังและทำให้มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า
1100 คน จากการความรุนแรงเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองของรัฐบาลซูฮาร์โตได้ขยายกลายเป็นความรุนแรงเพื่อต่อต้านคนเชื้อสายจีนซึ่งกุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้การปกครองของซูฮาร์โต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจาการ์ตา ได้มีการกระทำรุนแรงต่อหญิงสาวเชื้อชาติจีนหรือเผาร้านค้าของชาวจีน
ในเขตGlodok ที่มีชาวจีนตั้งรกรากอยู่อย่างหนาแน่น
จากผลที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ลาออกเมื่อวันที่21พฤษภาคม
หลังจากนั้นก็รัฐบาลใหม่ของประธานาธิบดีเมกะวาตี ซูการ์โนบุตรีเข้ามาปกครองแทนที่เรื่อยมาจนถึงประธานาธิบดีซูซิโล
บัมบัง ยุดโดโยโนในปัจจุบัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลดังกล่าวทำให้การปรับปรุงกฎหมายในแง่ที่เกี่ยวกับคนเชื้อสายจีนนั้นเปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง
สำหรับลำดับทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายที่เกี่ยวกับคนจีนนั้นได้มีการกล่าวถึงที่มาไว้โดยละเอียดในSuryadinata2003และ
Lindsey2005 ณ.จุดนี้จะระบุหรือการปราศจากข้อจำกัดเกี่ยวกับภาษา,ศาสนาและวัฒนธรรมซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลของประธานาธิบดีอับดุรเราะห์มานวาฮิดในช่วงเดือนตุลาคมปีพ.ศ.2542-2544iv
และกฎหมายมาตราที่12ฉบับพ.ศ. 2549: กฎหมายว่าด้วยเรื่องสัญชาติใหม่
ซึ่งร่างขึ้นเมื่อวันที่1 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นกฎหมายฉบับล่าสุดที่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยงแปลงv
จากสภาพการณ์ที่ได้เริ่มมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมายในฐานะหนึ่งชาติรัฐในอินโดนีเซียดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นและการถูกปลดปล่อยจากข้อจำกัดในการแสดงออก
ทำให้สภาพแวดล้อมที่จะแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์(Identity) ของชนกลุ่มน้อยในสังคม(Minority)ในฐานะคนเชื้อสายจีนนั้นเริ่มมีอิสระมากยิ่งขึ้น
โดยปรกติแล้วการที่เริ่มมีอิสระทางการแสดงออกนั้นคือการที่กิจกรรมส่วนตัวถูกส่งกลับคืนมาโดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกลุ่มเชื้อชาติหรือ
ความเป็นเอกลักษณ์ของการเป็นคนกลุ่มน้อย แต่ในกรณีของคนจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซียนั้นมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกลุ่มชุมชนในฐานะกลุ่มหนึ่งภายในกรอบของสังคมที่รายล้อมไปด้วยกลุ่มคนหลายเชื้อชาติอย่างในกรณีของอินโดนีเซีย
ประสบการณ์จากเหตุการ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2541 ทำให้เกิดความจริงประการหนึ่งปรากฎเด่นชัดขึ้นมานั่นคือ
ความเป็นเอกลัษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งในระดับท้องถิ่นหรือระดับตัวบุคคลนั้นซึ่งเปลี่ยนไปตมความแตกต่างของช่วงเวลาในการโอนสัญชาติ,
หรือปูมหลังทางครอบครัว, ลักษณะอาชีพและถิ่นกำเนิดที่ผ่านมานั้นหากมองจากกลุ่มคนภายนอก
ก็เป็นเพียงแค่การผันแปรอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า“คนเชื้อสายจีนเท่านั้น
“คนเชื้อสายจีน”ในนัยยะที่คนจากภายนอกมองนั้นเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ
และกลายเป็นเป้าหมายของความรุนแรงแม้นว่า จะไม่ใช่เป็นกลุ่มชาติพันธ์พื้นเมืองของอินโดนีเซียก็ตาม
การกำจัดภาพลักษณ์ที่มีต่อกลุ่มชุมชนภายหลังจากที่ได้รับการตระหนักในฐานะของกลุ่มที่เป็นภาพลักษณ์ของความเป็นคนเชื้อสายจีนที่คนกลุ่มอื่นมอง
ถือได้ว่าน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะไม่ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันหน้าเศร้าใจซ้ำขึ้นอีกเฉกเช่นเมื่อเดือนพฤษภาคม
2540ที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นโจษย์ในเรื่องของการป้องกันและทำให้เกิดความถูกต้องของการมีตัวตนของ“คนเชื้อสายจีน”ในฐานะกลุ่มเชื้อชาติหนึ่ง
โดยใช้วิธีการเดียวกันกับที่ได้ดำเนินการมาแล้วในกลุ่ม“ชนพื้นเมืองอินโดนีเซีย”อย่าง
ชาวชวา หรือ ชาวซุนดาเป็นต้น ซึ่งการจัดการกับการทำให้ศาสนา, ภาษา,
ประเพณีทางวัฒนธรรมต่างๆมีความเป็นทางการและแบบแผนโดยอาศัยความตระหนักต่อสภาวะการณ์ข้างต้นเป็นเบื้องหลังนั้น
ก็จะทำให้การแสดงออกทางเชื้อชาตินั้นเด่นชัดมากขึ้น
ผู้เสนอแผนการดำเนินการ― สมาคมคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซีย และ PSMTI―
สวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียจัดตั้งเมื่อใดและใครเป็นผู้ริเริ่มโครงการนั้นไม่ปรากฎข้อมูลชัดเจนแต่
ณ.ปัจจุบันโครงการได้รับการสานต่อในฐานะโครงการของ PSMTI, สมาคมคนเชื้อสายจีนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจาการ์ตา
ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซียนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม ลำพังในกรุงจาการ์ตาเองก็มีสำนักงานมากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง
เราจะมาดูกันว่าในจำนวนสมาคมมากมายเหล่านั้นสมาคมPSMTIนั้นมีลักษณะเฉพาะและมีจุดเป้าหมายอย่างไร
ก่อนอื่น หากเราพิจารณาถึงชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซียโดยรวมแล้ว
จะสามารถแบ่งออกเป็น5 ประเภท ได้แก่ 1.สมาคมคนร่วมภูมิลำเนาเดียวกัน
เช่นสมาคมฮกเกี้ยน, หย่งชุนเป็นต้น, 2. กลุ่มสมาคมร่วมชื่อแซ่สกุลเดียวกัน
เช่นตระกูลหลิน,ตระกูลสวี่เป็นต้น, 3.สมาคมศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อ,
4.สมาคมโรงเรียนสอนภาษาจีนซึ่งถูกปิดก่อนปี 2509, 5.สมาคมอาชีพหรือบริษัทในลักษณะเดียวกัน
โดยที่สมาคมต่างๆเหล่านั้นจะมี PSMTI และ สมาคมคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซีย
(Perhimpunan Indonsia Tionghoa:INTI โดยต่อไปในบทความจะใช้ชื่อเรียกแทนว่า
INTI) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จาการ์ตา ทำหน้าที่เป็นผู้ที่ทำการรวบรวมสมาคมชาวจีนต่างๆทั้งหลายเข้าด้วยกันในลักษณะคล้ายร่มvi
ลำดับต่อไปจะนำเสนอแนวความคิดของกลุ่ม PSMTI โดยเปรียบเทียบกับ INTI
เดิมที PSMTIและ INTIนั้นเป็นสมาคมเดียวกัน, ระหว่างเหตุความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม2540ที่ผ่านมานั้นไม่มีกลุ่มเครือข่ายทางสังคมในระดับชาติที่จะคอยช่วยเหลือชาวจีน
จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมเพื่อคอยช่วยเหลือชาวจีนขึ้นเมื่อวันที่28
กันยายนในปีเดียวกัน โดยตัวแทนในการจัดตั้งในช่วงแรกคืออดีตนายทหารบกชื่อ
เทดดี้ ยูซุฟ(Tedy Jusuf), ต่อมาในเดือน มกราคม 2542 ได้มีการจัดตั้งเป็น
INTIโดยแยกตัวเป็นเอกเทศน์จาก PSMTI ด้วยการนำโดย เอ็ดดี้ เล็มบอง(Eddy
Lembong) ประธานบริษัทผลิตยาPharos จากการรวบรวมคำพูดของผู้เกี่ยวข้องของสมาคม
PSMTI และINTI ได้ความว่า เหตุผลใหญ่ที่แบ่งแยกออกเป็นสองสมาคม เนื่องมาจากการที่คนจีนซึ่งไม่เคยได้รับการอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมใดๆในช่วงการปกครองของรัฐบาลซูฮาร์โตนั้นไม่คุ้นเคยกับการรวบรวมความคิดเห็นและการมีความเป็นผู้นำนั่นเอง
หากเราเปรียบเทียบระเบียบของ PSMTI และINTIแล้วจะพบว่า ทั้งสองสมาคมนั้นมีวัตถุประสงค์หลักร่วมกันคือ
การทำให้การแบ่งแยกเหยียดชนชั้นที่มีต่อชาวจีนในสังคมอินโดนีเซียหมดไป
แต่ก็มีความแตกต่างกันระหว่างแนวความคิดและวิธีการปฎิบัติของทั้งสองสมาคมอยู่เช่นกันvii
ในแง่ของอุดมการณ์นั้น PSMTI นั้นเน้นความมั่นคงของชาวจีนในแง่ของชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติโดยมีสิทธิอำนาจทัดเทียมกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆในสมาคมแห่งชาติอินโดนีเซีย
(Integrasi)ซึ่งอ้างอิงจากหลักการการรวมกันเป็นหนึ่งในความหลากหลาย
(Bhnneka Tunggal Ika) ที่ได้มีการประกาศสัตยาบรรณกันในปีพ.ศ. 2471
แต่สำหรับ INTI จะเน้นเรื่องการอุทิศต่อชาวจีนไปสู่การปฎิรูปอินโดนีเซียโดยรวมซึ่งมีฐานมาจากรัฐธรรมนูญในปี
2488 และปัจาสีระviiiแทน
สำหรับแง่ของวิธีการดำเนินการนั้น PSMTI เป็นกลุ่มเพื่อชาวจีนโดยชาวจีนจึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสิรม
“ความเป็นจีน” ซึ่งอัดแน่นอยู่ในวัฒนธรรม,การศึกษาและสังคม แต่สำหรับ
INTI นั้น เน้นการสร้างรัฐชาติอินโดนีเซีย จึงดำเนินการเน้นการแก้ไขปัญหาของคนจีนและคณะกรรมการหรือสมาชิกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนจีน
ประเด็นที่ว่าเป็นกลุ่มที่กำหนดให้เฉพาะคนเชื้อสายจีนเท่านั้นหรือว่าไม่จำกัดนั้นถือได้ว่าเป็นความแตกต่างที่เด่นชัด
และประเด็นนี้เองก็ปรากฎอย่างชัดเจนในภาษาที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในทั้งสองสมาคม
บทความในทุกฉบับของวารสาร PSMTI Bulletinซึ่งเป็นวารสารของสมาคม PSMTI
นั้นจะมีบทความภาษาจีนล้วนตีพิมพ์อยู่ด้วย และรายชื่อสมาชิกคณะกรรมการในรายงานประจำปีต่างๆก็จะมีชื่อภาษาจีนที่เขียนด้วยอักษรจีนกำกับอยู่ที่ชื่อภาษาอินโดนีเซียด้วย
ส่วนใน วารสาร “เสียงใหม่” (Suara Baru)ซึ่งเป็นวารสารของ INTIนั้น
แทบไม่มีภาษาจีนปรากฎให้เห็นเลย
กล่าวโดยสรุปคือ ในขณะที่ PSMTI คำนึงถึงวิธีการแก้ไขปัญหาการกีดกันแบ่งเชื้อชาติชาวจีนในสังคมอินโดนีเซีย
ด้วยการเสริมสร้าง “ความเป็นจีน” ในฐานะชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติหนึ่งในชาติรัฐหลากหลายวัฒนธรรม
แต่ INTI ไล่ตามการแก้ไขปัญหาการกีดกันแบ่งแยก ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติกลุ่มอื่นนอกเหนือจากชาวจีน
โดยกำหนดความเสียหากในการปฎิวัติรัฐอินโดนีเซีย เปรียบเทียบกันแล้ว
กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เน้นการสร้างเสริมเอกลักษณ์ของการเป็นชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ
โดยหาความเป็นไปได้ในการที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยการกำหนดบทบาทของตัวเองให้แข็งแกร่ง
แต่สำหรับฝ่ายหลังจะเน้นหนักที่การแก้ไขปัญหาการกีดกันแบ่งแยกเชื้อชาติในแง่ของตัวบทกฎหมาย
โดยที่สมาคม PSMTI นั้นยังไม่สามารถที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันระหว่างคนเชื้อสายจีนกับคนเชื้อชาติอื่นได้แต่
สำหรับ INTIนั้น สามารถอยู่ได้ในฐานะที่มีส่วนร่วมกันอยู่แล้ว
ด้วยความแตกต่างทางแนวความคิดของทั้งสองสมาคมนี้เอง เราสามารถที่จะกำหนดตำแหน่งของแนวความคิดของคนเชื้อสายจีนในความเป็นชาติรัฐอินโดเนีย
(Indonesia nationalism) ได้ด้วยการเปรียบเทียบแนวความคิด “เรื่องการรวมเป็นหนึ่งเดียว”
หรือ “การกลายเป็นส่วนหนึ่ง” ของคนเชื้อสายจีนที่ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้ในช่วงยุคก่อนรัฐบาลซูฮาร์โต้ได้ix
สำหรับแนวคิดในส่วนรายละเอียดของกิจการของทั้งสององค์กรนั้น ในปัจจุบัน
PSMTIจะจับจุดไปที่การจัดตั้งสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย ส่วน INTI
จะอยู่ในฐานะที่ปฎิเสธการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกันโดยที่สมาคมจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมx
จุดโฟกัสของกิจกรรมของ INTI นั้นจะเน้นที่การเสริมจิตสำนึกของชาวจีนที่มีต่อสังคมและการเมือง,
อันได้แก่การศึกษาในแต่ละแขนงและการสัมมนาเป็นต้น
ต่อไปจะมาพิจารณากันว่า ผู้ที่สนับสนุน PSMTI นั้นมีลักษณะพิเศษอย่างไร
จำนวนสมาชิกของ PSMTI นับถึงเดือนสิงหาคม 2549 นั้น มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ
560 คน โดยที่ผู้สนับสนุนกิจกรรมในความเป็นจริงนั้น คาดว่าอาจมีจำนวนมากกว่าสมาชิกถถาวร
โดยที่รายละเอียดต่อจากนี้จะเสนอถึงลักษณะพิเศษของสมาชิก, เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดของผู้สนับสนุน
PSMTI
ก่อนอื่นจะพิจารณาถึง อายุของผู้สนับสนุนสมาคมก่อน ดังข้อมูลที่ปรากฎในตารางที่
1 แล้วว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคม คือชายในช่วงอายุ 50-60ปี ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราสามารถสันนิษฐานได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกส่วนใหญ่ของ
PSMTIนั้นจะเป็นผู้ที่เคยผ่านการศึกษาในโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ถูกปิดไปเมื่อก่อนปีพ.ศ.2509
ในแง่ของการกระจายตัวของสมาชิกนั้นจะเป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ที่เกาะชวาโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่
จาการ์ตา เป็นจำนวนมากกว่า 40เปอร์เซ็นของสมาชิกทั้งหมด ดังที่ปรากฎในตารางที่
2 และโดยมากกว่าร้อยละ90 จะเป็นผู้ที่มีกิจการหรือสายงานเดียวกันโดยส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ประกอบการค้าและกิจการส่วนตัวxi
จากข้อมูลที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น กลุ่ม PSMTI มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็นองค์กรระดับประเทศได้คล้ายกับร่ม
แต่ผู้ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อโครงการจัดสร้างสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย
นั้นจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มชายกลางคนที่เคยศึกษาในโรงเรียนสอนภาษาจีนและพำนักอยู่ที่จาการ์ตาบนเกาะชวาเป็นส่วนใหญ่
ส่วนใน INTI นั้นมีจำนวนสมาชิกราว 3000คน โดยทั้งประธานสมาคมสมัยแรกคือ
Eddy Renbong และประธานคนปัจจุบัน Rachman Hakim นั้นเป็นนักธุรกิจ
เป็นที่น่าเสียดายที่ณปัจจุบันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของสมาชิกของกลุ่มที่ชัดเจน
แต่หากพิจารณาจากผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาของกลุ่มอย่างเหนียวแน่นซึ่งคนหนุ่มในช่วงอายุ
20, 30 ปี นั้นทำให้สามารถกล่าวได้ว่า สมาชิกของกลุ่ม INTI นั้นไม่มีความเน้นเอียงเนื่องจากกลุ่มอายุเมื่อเทียบกับกลุ่ม
PSMTI
ต่อไปจะมาดูกันต่อไปว่า ตัวสถานที่ Taman Mini ซึ่งทางกลุ่มที่มีลักษณะพิเศษอย่างกลุ่ม
PSMTI เลือกที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นสถานที่อย่างไร
(ตารางที่ 1: แสดงอายุ และช่วงอายุของสมาชิก PSMTI
(ณ เดือน กันยายน 2549)
ช่วงอายุ |
เพศ |
ชาย |
หญิง |
รวม |
ช่วงปี 1920 |
5 |
1 |
6 |
ช่วงปี 1930 |
35
|
10
|
45 |
ช่วงปี 1940
|
126
|
38
|
164 |
ช่วงปี 1950
|
122
|
43
|
165 |
ช่วงปี 1960
|
78
|
22
|
100 |
ช่วงปี 1970
|
46
|
20
|
66 |
ช่วงปี 1980
|
13
|
4
|
17 |
รวม
|
425
|
138
|
563 |
ที่มาของข้อมูล: สนับสนุนข้อมูลโดย PSMTI ทำการรวบรวมโดยผู้เขียน
(ตารางที่ 2: แสดงการกระจายของสมาชิก PSMTI ในรัฐต่างๆ (ณ เดือน กันยายน
2549)
ชื่อเกาะ |
ชื่อจังหวัด |
จำนวน |
สุมาตรา
|
จัมบี
|
3 |
นัมกุโร,อะเจะห์,ดารุซาราม
|
29 |
เบงกูลู
|
1 |
ลัมปุง
|
5 |
รีเยา
|
79 |
สุมาตราใต้
|
2 |
สุมาตราเหนือ
|
66 |
หมู่เกาะรีเยา |
หมู่เกาะรีเยา
|
41 |
ชวา |
จาการ์ตา
|
168 |
ชวากลาง |
45 |
บันเตน |
33 |
ชวาตะวันออก |
16 |
ชวาตะวันตก |
15 |
หมู่เกาะ นูซาแตงการา |
นูซาแตงการาตะวันตก |
33 |
กาลีมันตัน |
กาลิมันตันตะวันตก |
2 |
|
กาลิมันตันใต้ |
1 |
ซูลาเวสี
|
ซูลาเวสีใต้ |
24 |
| |
รวม
|
563 |
ที่มาของข้อมูล : สนับสนุนข้อมูลโดย PSMTI ทำการรวบรวมโดยผู้เขียน
ที่ตั้ง : Taman Mini เป็นสถานที่อย่างไร
Taman Mini เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมของซูฮาร์โต
โดยที่บทบาทของTaman Miniในแง่ของกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมของซูฮาร์โตนั้นได้มีการวิเคราะห์เอาไว้อย่างละเอียดโดย
Pemberton (2537), Katoh (2536) ซึ่งเราจะได้พิจารณากันโดยละเอียดในลำดับต่อไป
Pemberton ได้กล่าวว่า ประธานาธิบดีซูฮาร์โตและภริยา ได้เริ่มลงแรงในการสร้าง
ความเป็นแบบแผนดั้งเดิม และวัฒนธรรมในแง่ของการเมือง โดยใช้เครื่องมืออย่าง
Taman Mini เพื่อลบล้างความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารโหดและนองเลือด
ตั้งวันในวันที่ 30 กันยายนi ในช่วงเริ่มต้นของปี1970 โดยที่ Pembertonได้วิเคราะห์ไว้ว่า
เหตุที่มาของการจัดสร้าง “ความเป็นแบบแผนดั้งเดิม” ของซูฮาร์โตนั้น
คือการหวลกลับไปหาชวาในยุคอาณานิคมหลังจากที่ได้ห่างหายไประยะหลังตั้งแต่ก่อนครึ่งหลังของช่วงปี
1960 โดยPemberton ได้พูดถึงเอาไว้ในบทที่ว่าด้วยพิธีการแต่งงานแบบชวาของ
สิตี เฮตีอาร์ตี บุตรีคนที่สองของซูฮาร์โตซึ่งจัดที่หอประชุมของ
Taman Mini เมื่อปี 2526 กับการจัดตั้งตำหนักสุราการุตา เอาไว้ในบทเดียวกัน
ส่วน Katou ได้มองในแง่ของ Taman Miniกับความสำคัญในฐานะของ โครงการสร้างบันทึกรวมถึงการทำให้การเป็นความทรงจำในจังหวัดต่างๆ27จังหวัดทั่วอินโดนีเซียโดยกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมในช่วงปี2520-2521ในการสร้างเสริมแพกเกตของชนกลุ่มน้อยหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลส่วนกลาง
นอกจากนี้ Katou ยังได้ระบุเกี่ยวกับเรื่องประเด็นของการที่โครงการทั้งสองโครงการทำให้เกิดการรวมกันเป็นหนึ่งของมวลชนที่ถูกปกครองโดยหน่วยปกครองท้องถิ่น,
จังหวัดไม่ใช่หน่วยของกลุ่มเชื้อชาติที่มีความหลากหลายของชาติที่ประกอบด้วยประชาชนหลายเชื้อชาติ
และผลดังกล่าวทำให้คนเชื้อสายจีนที่ไม่ได้รวมกันอยู่ในห่วนปกครองพิเศษการกลายเป็นกลุ่มทางเชื้อชาติที่ไม่สามารถปรากฎตัวได้
หากพิจารณาจากทั้งสองประเด็นที่ได้นำเสนอนั้น ทำให้เราได้ทราบว่า
Taman Mini คือระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันของความทรงจำใหม่เกี่ยวกับ
“ความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม”ของกลุ่มชนกลุ่มน้อยชาติพันธ์ในแต่ละกลุ่มในฐานะของรัฐชาติโดยการทำให้เป็นแพกเกตด้วยรัฐบาลส่วนกลาง
เพื่อใช้ลบล้างความทรงจำในอดีตที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลของซูฮาร์โตนั่นเอง
ในลำดับต่อไปเราจะมาเข้าสู่รายละเอียดของ Taman Mini
ความคิดในเรื่องการจัดตั้ง Taman Miniนั้นถูกประกาศจัดสร้างเมื่อเดือนสิงหาคม
2514ในฐานะของโครงการของกองทุน Harapan Kita (ความหวังของเรา)
ซึ่งมีนางTien Soeharto(1923-1996)ภริยาของประธานาธิบดีซูฮาร์โตเป็นประธานกรรมการ
ที่มาเกี่ยวกับความคิดนี้นั้นสามารถสันนิษฐานได้หลายกรณี แต่ตัวนางซูฮาร์โตเองกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากดิสนีย์แลนด์
แต่ก็มีความเป็นได้สูงที่ว่า อาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสันทนาการที่ได้มีการเปิดที่ไทยและฟิลิปปินส์ไปแล้วในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันii
ไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของโครงการนี้จะคืออะไรก็ตาม
โครงการนี้ก็ได้กำหนดพื้นที่และเริ่มจัดสร้างในพื้นที่ถึง 100
เอเคอร์ในเขต Pandok Gede ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินฮาริมซึ่งเป็นสนามบินแห่งชาติในช่วงนั้นเพียง
5กิโลเมตร ในช่วงของการกำหนดพื้นที่ใจการก่อสร้างโครงการในช่วงดังกล่าวได้เกิดปัญหาการขับไล่ที่เจ้าของที่เดิม
และการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านโครงการดังกล่าวของเหล่านักเรียนนักศึกษา
(Anderson1973) โดยมีการบอกกล่าวในทำนองว่า Taman Miniไม่ใช่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างเดียวแบบดิสนีย์แลนด์
จุดประสงค์ในการจัดตั้งสถานที่แห่งนี้ที่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปี
2518 ล้วนทำให้สถานะของ Taman Mini ในกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซียในยุคซูฮาร์โตนั้นแจ่มชัดขึ้น
ในเอกสารฉบับดังกล่าวยังได้สรุปรวมอีกว่า Taman Mini คือสถานที่ทำให้สภาพความเป็นจริงของความรัฐและประชาชนของอินโดนีเซียแจ่มชัดขึ้นโดยอาศัยความบันเทิง
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดดังนี้ 1 สร้างและเสริมความรักชาติ,2
การรวมคนในชาติให้กลายเป็นหนึ่งเดียว,3 ประเมินและขยายวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน,
4วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นเพื่อการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกันของแต่ละเชื้อชาติ,
5 สร้างเสริมธุรกิจการท่องเที่ยว, 6 แรงสนับสนุนอันแข็งแกร่งในแผนห้าปีของรัฐบาลโดยการนำเสนอสถานที่สำหรับนันทนาการที่ให้ความรู้[Taman
Mini “Indonesia Indah”1978:46-47]
ต่อไป จะอธิบายถึง รายละเอียดโดยสังเขปของสถานที่ดังกล่าว บริเวณตรงกลางของสวนมีทะเลสาบที่สร้างขึ้นขนาดราว8.4เฮกเตอร์โดยมีรูปหมู่เกาะอินโดนีเซียจำลองตั้งแต่สุมาตราจนถึงปาปัวลอยอยู่กลางทะเลสาบดังกล่าวและมีหอพาวิลเลี่ยนของ27จังหวัดของอินโดนีเซียในขณะนั้นก็ถูกสร้างเอาไว้iii,
ส่วนด้านรอบนอกนั้นรายล้อมไปด้วยพิพิธภัณฑ์,มัสยิด, โบสถ์คริสต์,
สวนกล้วยไม้,สวนนกและอื่นๆอีกมากมาย ในส่วนของหอพาวิลเลี่ยนของแต่ละจังหวัดจัดสร้างเป็นอาคารในลักษณะพื้นเมืองดั้งเดิมของแต่ละชนเผ่าที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด
โดยภายในหอจัดแสดง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใช้ในงานพิธีกรรมต่าง, ตลอดจนถึง,
เครื่องดนตรี และผลงานทางศิลปะต่างๆอีกด้วย นอกจากนี้ ในวันหยุดสัปดาห์
ก็ยังมีการแสดงดนตรี,การละเล่นพื้นเมืองในแต่ละพาวิลเลี่ยนอีกด้วย
ในจำนวนของสถานที่ต่างๆในสวนวัฒนธรรมนั้น ตัวอาคารที่ได้มีการจัดสร้างในช่วงแรกที่มีการจัดสร้างสวนเมื่อปี2518นั้น
จะมีเพียงหอพาวิลเลี่ยนของแต่ละจังหวัดทั้ง 26 จังหวัดที่ไม่รวมจังหวัดติมอร์ตะวันออก,
สถานที่สำคัญทางศาสนา, รูปจำลองของหมู่เกาะอินโดนีเซีย, พิพิธภัณฑ์ปัญจาสีระ,
และสวนกล้วยไม้เท่านั้น ส่วนพิพิธภัณฑ์ต่างๆนั้นได้มีการจัดสร้างขึ้นเพิ่มเติมหลังปี
2523แล้ว สรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่าหัวใจสำคัญของสวนTaman Miniก็คือหอพาวิลเลี่ยนของแต่ละจังหวัด
นอกเหนือจากทะเลสาบซึ่งตั้งอยู่กลางสวน นั่นเอง [Taman Mini “Indonesia
Indah”2006b]
หลังปี2518เป็นต้นมาได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพิ่มเติมในสวนวัฒนธรรมฯ
นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์แสตมป์และพิพิธภัณฑ์อินโดนีเซียแล้วพิพิธภัณฑ์อื่นๆโดยส่วนใหญ่จะเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์หรือพลังงานซึ่งแสดงถึงอิทธิพลจากนโยบาย
[นโยบายที่เน้นการพัฒนา] ของยุครัฐบาลซูฮาร์โตอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งเราไม่สามารถพบเห็นลักษณะของพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนถึงสังคมชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติในสังคมที่เป็นมากกว่าการเป็นหน่วยงานของรัฐได้ในสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย
Taman Mini แห่งนี้ได้เลย
หากพิจารณารายละเอียดโดยสังเขปของสวน Taman Mini แล้ว ก็อาจจะมองได้อีกประเด็นหนึ่งว่า
ถ้าจะให้เหมาะสมในแง่ของการที่สวนคือสัญลักษณ์สะท้อนความเป็นสังคมชนกลุ่มน้อยก็คือ
การลดลำดับความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ โดยการจัดสร้างเป็นหอพาวิลเลี่ยนแม้นว่าจะแยกออกจากความเป็นหน่วยงานของรัฐบาลนั่นเอง
แต่สำหรับผู้รับผิดชอบฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ PSMTI กลับเห็นแตกต่างกัน
โดยที่ได้ให้ทรรศนะว่า พิพิธภัณฑ์นั้นมีความสำคัญมากกว่าหอพาวิลเลี่ยน
นอกจากนี้ยังให้ความเห็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ชนเชื้อสายจีนภายในTaman
Miniซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงวัฒนธรรม,เชื้อชาติของอินโดนีเซียถูกจัดประเภทให้เป็นพิพิธภัณฑ์
และรู้สึกภูมิใจที่มีการอนุญาตให้กับคนเชื้อสายจีน (ไม่ใช่จังหวัดชวาซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล)
แม้นว่าต้องการพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่หอพาวิลเลี่ยนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว
กลับรู้สึกภูมิใจต่อการอนุญาติต่อคนเชื้อสายจีน แม้นว่าจังหวัดต่างๆซึ่งมีอำนาจมากๆอย่างจังหวัดชวานั้น
จะต้องการพิพิธภัณฑ์มากกว่าหอพาวิลเลี่ยนก็ตามiv
หน้าที่และบทบาทที่Taman Miniทำได้สำเร็จภายในช่วงยุคสมัยซูฮาร์โต
นอกเหนือจากการทำให้ความเป็นชุมชนกลุ่มน้อยกลายเป็นแพคเกจและการที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐแล้ว
ยังมี เรื่องของความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันระหว่างอำนาจของซูฮาร์โตกับ
Taman Mini ในฐานะของการเป็นสถานที่ที่สร้างและดำรงเอาไว้ซึ่งความเป็นแบบแผนดั้งเดิม
ซูฮาร์โตได้มอบอำนาจอันชอบธรรมให้กับ Taman Mini ด้วยการที่ซูฮาร์โตจัดทำงานพิธีการราชการต่างๆเช่นงานแต่งงานของบุตรีคนที่สองเป็นต้น,
และTaman Mini ก็เป็นตัวเสริมเรื่องความเป็นแบบแผนดั้งเดิมทางวัฒนธรรมของซูฮาร์โตนี้เองทำให้ตำแหน่งของซูฮาร์โตในวัฒนธรรมอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการมีความแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน
จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่า อำนาจของซูฮาร์โตในด้านวัฒนธรรมที่ได้มีการนำเสนอใน
Taman Mini รวมถึง แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมขอชนกลุ่มน้อยต่างๆซึ่งได้ถูกทำให้เป็นแพคเกจเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ไปสู่คนจำนวนมากผ่านทางการศึกษาในโรงเรียนหรือ
การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ [Katou1993, Pemberton 1994],และแน่นอนว่าจำนวนผู้เข้าชมสวนฯก็ย่อมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนผู้เข้าชมหลังช่วงปี 80นั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
,ก่อนที่รัฐบาลของซูฮาร์โตจะล่มสลายในปี 2540มียอดจำนวนผู้เข้าชมสวนฯปีละมากกว่า
เจ็ดแสนสองหมื่นคนเลยทีเดียว และหลังปี 2540แล้วก็ตามจากการที่ยอดของผู้เข้าชมมีมากกว่าสี่แสนคนในแต่ละปีทำให้เห็นได้ว่าอิทธิพลของ
Taman Miniก็ไม่ได้ลดลงเลย
<กราฟ 1: ความเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมTaman
Mini (1995-2005)>

เมื่อเราพิจารณาถึงความหมายของ Taman Mini ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นจะพบว่า
แท้ที่จริง สวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียซึ่งจะจัดสร้างในTaman Mini นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตือนให้ทราบเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ
จากความเป็นรัฐชาตินั้นได้ทำการเลือกสถานที่แล้วนั่นเองดังนั้นจึงสามารถยึดคำกล่าวของ
คลิฟฟอร์ด ได้ว่า พิพิธภัณฑ์ในนัยยะของการเป็นคนกลุ่มน้อยนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เรียกว่า
การแสวงหาการตระหนักร่วมกันในขอบเขตที่กว้างขึ้น หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งที่เป็นท้องถิ่นหรือสิ่งที่เป็นความเป็นมวลชนนั่นเอง
[Clifford 2002], นั่นก็คือ PSMTI คิดว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ในTaman
Minis หมายถึงการเสริมสถานะของความเป็นกลุ่มชนเชื้อสายจีนในความเป็นรัฐอินโดนีเซียนั่นเองi
แต่ ความเป็นรัฐอินโดนีเซียที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้แสดงถึงรัฐบาลในปัจจุบันแต่กลับแสดงถึงระบอบการปกครองแบบซูฮาร์โต
สัญลักษณ์ความเป็นรัฐของระบอบซูฮาร์โตสำหรับ PSMTI นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากการใช้รูปที่ซูฮาร์โตเข้าร่วมในพิธีการที่เกี่ยวข้องกับสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียพร้อมกับ
ดีดี้ ยูซุฟ ขึ้นเป็นปกวารสารรายปีของสมาคม ดังที่ปรากฎในภาพที่ 1
นั่นเอง
แผนการสร้างสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียได้แสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของระบบควบคุมชนกลุ่มน้อยโดยการจัดให้เป็นส่วนพื้นฐานในจังหวัดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบเดียวกันนี้
พร้อมๆกับการที่กฎระเบียบการต่างๆทางกฎหมายที่ได้มีการควบคุมสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของความเป็นจีนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของคนเชื้อสายจีนได้หมดไปเนื่องมาจากการล่มสลายของระบอบการปกครองแบบซูฮารโต
อีกด้านหนึ่ง อำนาจโดยชอบธรรมของ Taman Minic และวิธีการสร้างวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มเชื้อชาติให้กลายเป็นแพกเกจ
ซึ่งเกิดจากปัจจัยที่กำหนดขึ้นโดยซูฮาร์โต ไม่ว่าจะเป็น อาคารสิ่งก่อสร้าง,
ชุดแต่งกายในงานพิธีกรรม หรือการฟ้อนรำต่างๆ เหล่านี้ ได้รับการสืบต่อโดยจิตสำนึกของPSMTIและผู้ให้การสนับสนุนมาจนถึงปัจจุบันโดยปราศจากการทดแทนด้วยสิ่งอื่น
สวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความพยายามที่จะทำให้คนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไปพร้อมๆกันกับทำให้เสื่อมถอยไปกับนโยบายชนกลุ่มน้อยของอินโดนีเซียในยุคซูฮาร์โตเช่นเดียวกัน
ความเป็นมาของโครงการสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย
โครงการสวนฯเริ่มปรากฎในสิ่งตีพิมพ์ของ PSMTI ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการดังกล่าว
ในบทความจดหมายข่าว (news letter) ในวารสารฉบับที่ 4 ประจำเดือน กรกฎาคม
พ.ศ.2544 โดยในบทความดังกล่าวได้นำเสนอแผนที่ว่าให้ทำการย้าย Candra
Naya ซึ่งเป็นอาคารที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ของคนเชื้อสายจีนซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของจาการ์ตามาไว้ใน
Taman Mini และใช้อาคารนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยที่ชื่อของพิพิธภัณฑ์ในขณะนั้น
คือ Thionghoa Museum
รายละเอียดของ Candra Naya นั้นจะได้มีการกล่าวถึงในภายหลัง แต่ว่าในบทความดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแผนหลักของโครการจัดตั้งอาคารพิพิทธภัณฑ์ของคนเชื้อสายจีนโดย
PSMTI เมื่อปี 2544 และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่
Candra Naya มีอยู่ สำหรับการย้าย Candra Nayaไปไว้ที่ Tamin Miniนั้นท้ายที่สุดได้ถูกยกเลิกไปโดย
Sutiyosoผู้ว่าราชการพิเศษจังหวัดจาการ์ตาในช่วงนั้น อันเนื่องมาจากคำร้องจากกรุ๊ปโมเดริ์น(Group
Modern)บริษัทธุรกิจของคนเชื้อสายจีนซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารดังกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมปี2546
โดยได้มีการจัดสร้างตัวอาคารจำลองขึ้นแทนใน Taman Minii
แผนการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ของคนเชื้อสายจีนที่เสนอโดยPSMTIที่ไม่ได้เกี่ยวข้องปัญหาการย้ายChandra
Nayaนั้น ถูกนำเสนอต่อ กองทุนความหวังของเรา ในเดือนพฤศจิกายนปี2545
โดยที่แผนในขณะนั้นใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซีย
(Museum Budaya Tionghoa Indonesia) และต่อมาได้กลายมาเป็นโครงการสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย
หรือที่เรียกว่า โครงการพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันนั่นเอง และอดีตประธานาธิบดีซึ่งเป็นตัวแทนคนปัจจุบันของกองทุนดังกล่าวได้อนุมัติให้มีการเช่าสถานที่ขนาด
2 เฮกเตอร์ภายในสวนTamin Miniเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่
6 มกราคม พ.ศ. 2546
ในวารสารรายงานประจำปีซึ่งออกโดย Taman Mini เองได้ตีพิมพ์เรื่องราวของแผนการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวนี้
เป้นครั้งแรกในรายงานฉบับที่ 29ประจำปี 2546 โดยที่มีคำพูดของ Ali
SadikinL (2570-ปัจจุบัน) นายทหารยุคซูฮาร์โตและผู้ว่าราชการจังหวัดพิเศษจาการ์ตาซึ่งก่อตั้ง
Taman Miniในช่วงนั้น ได้กล่าวว่า “ผมยินดีต้อนรับการดำเนินการก่อตั้งสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย
เพราะว่าคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซีย นั้นเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนอินโดนีเซียนั้นเอง”ii
ตามด้วยภาพแผนผังของสถานที่ในขณะนั้นและภาพของ การเชิดสิงห์โตบาลอนไซที่มีการจัดขึ้นภายใน
Taman Mini การประกอบกันระหว่างภาพถ่ายของสิ่งก่อสร้างและการเต้นรำทางวัฒนธรรมถือได้ว่าเป็นลักษณะเดียวกันกับการอธิบายถึงการประชาสัมพันธ์หอพาวิลเลี่ยนของแต่ละจังหวัดนั่นเอง
ผู้รับผิดชอบฝ่ายประชาสัมพันธ์ของTaman Miniได้กล่าวว่าแผนการก่อสร้างสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียนั้นแรกเริ่มเดิมทีเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยทาง
Taman Mini เอง โดยเป็นแผนที่ทาง Taman Mini จะทำการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มของลูกหลานของคนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อสายอาหรับ,คนเชื้อสายอินเดีย,คนอินโดนีเซียเชื้อสายจีน
ต่างหากนอกเหนือไปจากหอพาวิลเลี่ยนของแต่ละจังหวัด โดยที่พิพิธภัณฑ์เหล่านี้มีกลุ่มทางเชื้อชาติอย่างเช่น
PSMTI เป็นศูนย์กลางในการดำเนินการไม่ใช่จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการiii
ในส่วนของโครงการที่เกี่ยวกับคนเชื้อสายอาหรับ,และเชื้อสายอินเดียนั้นยังไม่ได้ถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจน
แต่สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนเชื้อสายจีนนั้น ได้คืบหน้าไปอย่างราบรื่นเนื่องจากสามารถทำให้สอดคล้องกับความต้องการของ
PSMTI ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไรไม่ปรากฎชัดเจน
แต่เราก็อาจกล่าวได้ว่า การที่ทางTaman Mini หรือกล่าวคือ ฝ่ายรัฐบาล
ออกมาเสนอตัวว่าเป็นแกนหลักในการนำเสนอโครงการจัดสร้างสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียนั้น
ได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าที่ของรัฐบาลอินโดนีเซียที่มีต่อกลุ่มเชื้อชาติต่างๆในประเทศนั่นเอง
เกี่ยวกับแบบแปลนของสวนวัฒนธรรมฯในช่วงแรกนั้น ใช้แบบแปลนที่ออกแบบขึ้นโดยมหาวิทยาลัย
Parahyangan ในเมืองบันตันiv ซึ่งแผนการโดยรวมได้เริ่มทะยอยก่อสร้างตัวอาคารต่างๆตั้งแต่เดือนเมษายน
ปี 2546 และเริ่มเปิดให้เข้าชมบางส่วนในเดือนเมษายนปี2547 สวนทั้งหมดสร้างแล้วเสร็จเมือเดือนมกราคมปี2548
แต่เนื่องจากการที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนวางเอาไว้ในช่วงแรกเป็นอย่างมากทั้งการเปลี่ยนผู้รับเหมาเป็นบริษัทเซี่ยเหมินของจีนจนทำให้เกิดความยุ่งยากในการระดมทุน
แต่ท้ายที่สุดก็ได้ทำการประดับสิงห์โตที่ซุ้มประตูทางเข้าซึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีนได้ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคมปี2549
จากรายละเอียดของข่าวที่เสนอในข่าวนครหลวงทางสถานีโทรทัศน์ภาษาจีนเมื่อวันที่
13เดือน กรกฎาคม 2549 ได้ระบุว่า สามารถระดมทุนได้เพียงร้อยละ 18 ของค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
เท่านั้น
สาเหตุของความลำบากในการระดมทุนนั้นมีด้วยกันหลายข้อ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ
การประชาสัมพันธ์ที่จำกัดอยู่เฉพาะในหนังสือพิมพ์ฉบับท้องถิ่นในเขตจาการ์ตา,รายงานประจำปีของ
PSMTI, และสื่อภาษาจีนเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถระดมทุนก้อนใหญ่ได้
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นส่วนใหญ่ที่ว่า แผนในขั้นสุดท้ายที่จะดำเนินการนั้น
ไม่ค่อยได้นำเสนอความเป็นจีนและวัฒนธรรมของคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียเท่าที่ควร,
และคนที่สนับสนุนแนวความคิดในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับโครงสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซียซึ่งดำเนินการโดย
PSMTIนัก
แน่นอนว่ามีความคิดเห็นที่ต่อต้านโครงการสวนฯนี้ แต่ประเด็นที่สำคัญคือ
ไม่ได้มีการนำเสนอโครงการอื่นที่จะมาทดแทน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการนำเสนอความเป็นคนเชื้อสายจีนที่เด่นชัดในปัจจุบันนั่นเองแม้นว่าจะรู้สึกขัดกับแผนของ
PSMTI ก็ตามแต่ก็ไม่มีการตกลงร่วมกันว่า สิ่งใดคือสิ่งที่จะสะท้อนถึงความเป็นจีน
หรือ ลักษณะของเชื้อสายจีน, หรือความเป็นอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ายังอยู่ในช่วงของการมองหาวิธีการที่จะนำเสนอลักษณะของการเป็นคนเชื้อสายจีน
ในสังคมอินโดนีเซียนั่นเอง
ภาพโดยรวมทั้งหมดของโครงการพิพิธภัณฑ์
ต่อไปเราจะมาพิจารณาถึงรายละเอียดโดยสังเขปของตัวอาคารในปัจจุบันต่อแนวคิดเรื่องของพิพิธภัณฑ์ที่เห็นได้จากโครงร่างที่จัดแสดงอย่างเป็นทางการโดย
PSMTIดังรูปข้างล่าง เพื่อดูถึงรายละเอียดโดยสังเขปของพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความเป็นคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียที่ถือกำเนิดโดย
PSMTI ว่ามีรายละเอียดอย่างไร
ส่วนประกอบของเอกสารแนะนำโครงการที่จัดทำโดยPSMTIนั้นประกอบไปได้วย
1.จดหมายระดมเงินบริจาค, 2.ร่างจดหมายโครงการที่นำเสนอต่อกองทุน “ความฝันของเรา”,3.รายละเอียดโดยสรุปถึงวัตุประสงค์ของการจัดสร้างTaman
MiniโดยนางTien Soeharto,4.ความเป็นมาของโครงการ,5.วัตถุประสงค์,6.รายละเอียดโดยสังเขป,7.แผนผังของTaman
Mini,8.กำหนดการก่อสร้าง,9.งบประมาณ,10.โครงสร้างของคณะกรรมการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์,11.รายชื่อของคณะกรรมการชุดดังกล่าว,12.ชื่อโครงการ,13.แบบฟอร์มบริจาค
โดยเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์นั้นปรากฎอยู่ในส่วนของ
4.ความเป็นมาของโครงการ,5.วัตถุประสงค์,6.รายละเอียดโดยสังเขป
เนื้อหาในส่วนของความเป็นมา กล่าวถึงความเป็นมาของอินโดนีเซียว่าเกิดขึ้นจากกลุ่มคนหลายเชื้อชาติจากหลากหลายพื้นที่ในแต่ละส่วนของโลก,และมีภูมิหลังทางวัฒนธรรม,ศาสนาที่แตกต่างกัน
และตามด้วยเนื้อหาถึงความเป็นมาเกี่ยวกับชนชาติจีน(ที่เขียนเป็นภาษาอินโดนีเซียตามเสียงภาษาจีนว่าTionghoa)ที่ได้มีการอพยพเข้ามาตั้งรกรากในอินโดนีเซียเมื่อ500ปีก่อนหน้านี้และปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนหลายเชื้อชาติในสังคมอินโดนีเซียโดยที่เนื้อหาที่ได้มีการเน้นย้ำอย่างชัดเจนก็คือความเป็นคนเชื้อสายจีนในฐานะกลุ่มชุมชนหนึ่งในสังคมอินโดนีเซียที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเผ่าพันธ์นั่นเอง
สำหรับเนื้อหาในส่วนที่เป็น วัตถุประสงค์ ได้มีการระบุถึงความเป็นมาของคนเชื้อสายจีนว่าย้ายมาอย่างไร,และจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของสังคมอย่างไรและจะปฎิสัมพันธ์กับสังคมอื่นๆอย่างไร
และการแสดงถึงความคิด,แนวคิด,ความยากลำบากจากอดีตจนถึงปัจจุบันของการเข้าร่วมในสงครามประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซีย
ปรากฎอยู่ในส่วนของบทความที่ไม่มีชื่อเรื่องและตอนท้ายสุดก็ได้มีเนื้อหาที่ปฎิเสธว่า
พิพิธภัณฑ์ที่กำลังจะจัดสร้างขึ้นนี้ไม่ใช่เป็นพิพิธภัณฑ์ของจีนหรือสถานที่ทางศาสนาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ในส่วนของรายละเอียดโดยสังเขปนั้นยังได้ระบุว่าเป็นการรวมแนวคิดเรื่องของการส่งเสริมและสร้างความถูกต้องของกลุ่มชุมชนภายในอินโดนีเซีย
ซึ่งมีคนเชื้อสายจีนเป็นส่วนหนึ่งอีกด้วย
สิ่งที่เรารู้ได้อย่างหนึ่งจากรายละเอียดโดยสังเขปนี้นั้น คือ การที่พยายามจะหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดภาพลักษณ์ของความเป็นจีนโดยตรงในตัวเนื้อหาในส่วนของการแสดงตัวตนของความเป็นคนเชื้อสายจีน,
ผ่านทางความทรงจำจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2541, และการกีดกันทางเชื้อชาติภายใต้การปกครองระบอบซูฮาร์โต
ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นจีนได้ถูกใช้ในการจัดสร้างตัวอาคารดังที่จะเห็นได้จากแบบแปลน
โครงสร้างโดยรวมของสวนฯในปัจจุบันจะประกอบไปด้วยตัวอาคารหลักๆจำนวน6อาคารได้แก่1.จดีย์ทรงแปดเหลี่ยมสูงเจ็ดชั้น,2.Chandora
Nayaจำลอง,3.พระราชวังต้องห้ามจำลอง,4.ซุ้มประตูางเข้าซึ่งทำจากวัสดุที่นำเข้ามาจากประเทศจีน,5.เรือสำเภา,6.ตลาดจำลองชุมชนชาวจีนในแต่ละพื้นที่ของอินโดนีเซีย
ซึ่งรายละเอียดนั้นแตกต่างจากแผนซึ่งออกแบบโดยมหาวิทยาลัยปาริเฮียนกันในช่วงแรกค่อนข้างมาก
โดยที่มีแผนในช่วงแรกนั้นจะเป็นบ้านเรือนแบบจีนไม่ใช่พระราชวังต้องห้ามและในส่วนการออกแบบเจดีย์
นอกจากนี้ตำแหน่งของตัวอาคารสิ่งก่อสร้างทั้งหมดนั้นก็แตกต่างจากแปลนที่วางเอาไว้ในช่วงแรก
ส่วนรายละเอียดอื่นๆนั้นยังเหมือนเดิม
<ภาพที่2:แผนผังของสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย>

ที่มา : ปฎิทินปี 2549จัดทำโดยPSMTI
ในจำนวนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในสวนวัฒนธรรมฯนอกเหนือจาก2.Chandora Naya,
และ6.ไชน่าทาว์นแล้ว สิ่งก่อสร้างอื่นนอกเหนือจากนั้นเป็นอาคารที่แสดงความเป็นจีนทั้งหมดโดยเฉพาะในส่วนของซุ้มประตูและพระราชวังต้องห้ามแล้วนั้น
สามารถกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึง ปักกิ่ง หรือ ศูนย์กลางของการปกครองโดยรัฐบาลจีนก็ว่าได้
นอกจากนี้ สำหรับตัวซุ้มประตูดังที่ปรากฎในรูปที่ 3,4 นั้นก็มีต้นแบบมาจากสุสานชิงซีหลิงหรือชิงตงหลิงที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจของราชวงศ์ชิงของจีนเช่นกันแม้นว่าอาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับพระราชวังต้องห้ามก็ตาม
สำหรับกรณีดังกล่าวนี้ PSMTI ได้กล่าวว่า ได้มีการร้องขอให้ทำการเปลี่ยนรูปแบบของซุ้มประตูจากรูปทรงแบบจีนเป็นปัญจะศีระ(เสาห้าต้น)ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอินโดนีเซียเช่นกันi
แต่ก็เป็นการยากที่จะนึกถึงภาพเสาปัญจะศีระแทนซุ้มแบบจีนดังที่ปรากฎในการออกแบบในปัจจุบัน
<ภาพ3:ซุ้มประตูของสวนวัฒนธรรมจีนอินโดนีเซีย>

ที่มา:ปฎิทินปี 2549จัดทำโดยPSMTI
<ภาพ4:สุสานชิงตงหลิง>

ที่มา:เวปไซด์เครือข่ายของวัฒนธรรมต้าจี้หยวน URL:http://www.epochtimes.com(เข้าสู่เวปไซด์เมื่อวันที่10เดือนกันยายนปี
พศ2549)
ภูมิลำเนาของคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียส่วนใหญ่นั้นแม้นว่าจะเป็นมลฑลทางตอนใต้ของจีนอย่างเช่นมลฑลฮกเกี้ยนหรือมลฑลกวางตุ้งก็ตามหรือแม้นแต่สำนักงานผู้ดูแลในเรื่องการจัดสร้างสวนวัฒนธรรมฯจะมีภูมิลำเนาจากมลฑลฮกเกี้ยนก็ตาม
แต่ก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่จะสะท้อนให้รู้สึกถึงความเป็นจีนทางตอนใต้เลย
สิ่งที่เห็นได้จากแบบแปลนเหล่านี้คือ สิ่งที่สะท้อนความเป็นจีนได้อย่างชัดเจนและง่ายดายที่สุดนั่นก็คือ
คนจีน=รัฐบาลกลาง = ปักกิ่ง นอกจากนี้ ตัวพระราชวังต้องห้ามจำลองนั้นก็ยังมีโครงการที่จะกลายเป็น
“อาคารจัดแสดงนิทรรศการหลัก” หรือกล่าวคือเป็นจุดศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์
อีกด้วยนั่นเอง
การที่จัดวางตำแหน่งของพระราชวังต้องห้ามจำลองเอาไว้ในฐานะส่วนกลางของพิพิธภัณฑ์นั้น
สามารถตีความได้3 ประเด็นดังต่อไปนี้ หนึ่งคือ การตีความทางการเมืองในแง่ที่ว่าการทดลองจัดวางอำนาจที่ปักกิ่งมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเลในอินโดนีเซีย
, สองคือ การตีความในแง่ที่ว่า การเลือกเอาสัญลักษณ์ของความเป็นจีนอย่างเช่นพระราชวังต้องห้ามซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและง่ายที่สุดสำหรับชาวอินโดนีเซียรวมถึงคนเชื้อสายจีนเองอีกด้วยi,
และสาม คือ การตีความในแง่ที่ว่า ในสังคมจีนเอง สัญลักษณ์ของความเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างมลฑลกวางตุ้งหรือ
มลฑลฮกเกี้ยนก็ตามก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มชนหนึ่งของประชาชนจีน
กล่าวคือ แนวความคิดที่ว่าการที่ชนกลุ่มน้อยอื่นๆจะต้องการแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในสังคมจีนนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมด้วยวัฒนธรรมชาวฮั่นซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของชนชาติจีนนั่นเอง
และแนวความคิดนี้นั้นก็สะท้อนให้เห็นในกรณีที่กลุ่มคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียรวมกลุ่มกันอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ตัวคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียเองแม้นว่าประกาศว่าจะมีประวัติศาสตร์ไม่ต่ำกว่า500ปีก็ตาม
แต่ก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างศูนย์กลางที่จะใช้แสดงลักษณะของวัฒนธรรมให้ปรากฎได้
สิ่งก่อสร้างสิ่งเดียวที่สามารถบอกกล่าวได้ถึงประวัติศาสตร์ของคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียเพียงสิ่งเดียวกก็คือ
Chandora Nayaเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในลำดับต่อไปเราจะมาดูถึงรายละเอีดยของ
Chandora Naya
Chandora Naya
Chandora Nayaตั้งอยู่บนถนนกาจา มาดา ทางตะวันตกของจาการ์ตาเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถบอกได้ถึงรูปแบบของสถาปัตยกรรมของชาวจีนโพ้นทะเลในยุคอาณานิคมฮอลันดา
Chandora Naya เป็นคฤหาสถน์ที่ประกอบไปด้วยอาคารสามหลังต่อเนื่องกันซึ่งสร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่19โดยบุตรชายสามคนของ
Khouw Tian Sek ชาวจีนเจ้าของพื้นที่ และสุดท้ายได้กลายเป็นที่พำนักของ
Khouw Kim An(1879-1945) ข้าราชการคนสุดท้ายของเขตปกครองชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในยุคอาณานิคมฮอลันดา
โดยตัวอาคารเป็นรูแปบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมทางตอนใต้ของจีนที่ตั้งอยู่ในบาตาเบียในยุคอาณานิคมฮอลันดานั่นเอง
สำหรับบทบาทและความเป็นมาของการพัฒนาระบอบการปกครองชาวจีนในเขตการปกครองยุคอาณานิคมฮอลันดานั้น[Lohanda1994]ได้ทำการวิเคราะห์ในแง่ของประวัติศาสตร์ไว้ว่า
Khouw Kim An คือเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้รับการศึกษาภาษาดัตช์และเป็นหัวหน้ากลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลในช่วงเวลาดังกล่าวโดยได้รับมอบหมายให้เป็นMajoorซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการเชื้อสายจีนเป็นเวลาถึงสองวาระคือ
ตั้งแต่ปี 1919-1918 และ 1927-1942 หลังจากที่Khouw Kim Anเสียชีวิตลงในสถานกักกันของทหารญี่ปุ่นในปี
1945 Chanora Naya ก็ได้ถูกใช้งานต่อโดย Sin Ming Huiสมาคมชาวจีนโพ้นทะเลที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี1946และในช่วงปี1950ก็ได้กลายเป็นตัวอาคารโรงเรียน
Chandora Naya ซึ่งเกิดจากการรวมกันระหว่างโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมปลาย
Chandora Naya ซึ่งมีประวัติข้องเกี่ยวในฐานะสถานที่สำหรับกิจกรรมทางการเมืองและสังคมของคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียมาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษนั้นได้กลายเป็นเป้าหมายในการเคลื่อนย้ายไปยัง
Taman Mini หรือไม่ก็ทำการรื้อถอนไปหลังจากที่ได้ถูกขายต่อไปยัง Modern
group กลุ่มธุรกิจในเครือข่ายของคนจีนเมื่อปี 1992 ข้อถกเถียงในการย้ายChandora
Nayaไปปลูกสร้างในสถานที่แห่งใหม่และการรื้อถอนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในชุมชนคนเชื้อสายจีนเท่านั้น
แต่ยังถูกตีพิมพ์อยู่ในบทความหลายชิ้นในหนังสือพิมพ์ชั้นนำอย่าง Jakarta
Post และ Kompas เป็นต้นอีกด้วย แม้นว่ามีบทความในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับก็ตามแต่ประเด็นที่สื่อทั้งสองฉบับหยิบยกขึ้นมานำเสนอนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
ในบทความที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องใน Kompas เมื่อปี2003 ได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับปัญหาในโครงสร้างของรัฐบาลและ
PSMTI เกี่ยวกับความจริงที่นำเสนอความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยของสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิการเขตปกครองพิเศษจาการ์ตา
Komisi E DPRD DKI) อันได้แก่ อาว์ดี ทัมบูนัน (Audi Tambunan) ที่มีต่อข้อเสนอของ
สุตีโยโซผู้ว่าราชการจังหวัดจาการ์ตา ในการที่จะย้าย Chandora Nayaจากที่ตั้งเดิมไปยัง
Taman Mini
ส่วนทางด้านหนังสือพิมพ์ Jakarta Post ได้ตีพิมพ์บทความต่อเนื่องที่มีชื่อว่า
[เพราะเหตุใดChandora Nayaจึงถือได้ว่าเป็นสมบัติของชาติ?] (วันที่
23 เมษายน 2003) ซึ่งเป็นบทความที่นำเสนอถึงความสำคัญในแง่ของวัฒนธรรมของ
Chandora Naya ที่เป็นมากกว่าความเป็นเสี้ยวประวัติศาสตร์หนึ่งของคนเชื้อสายจีน
หรือตัวอย่างเช่น บทความซึ่งตีพิมพ์ในวันที่29เมษายนได้มีทำการกล่าวถึงเกี่ยวกับการที่
Chandora Naya เป็นสถานที่ใช้จัดงานพิธีการใหญ่ๆอย่างเช่นสมาคมแบดมินตันแห่งอินโดนีเซีย
เมื่อปี 1957 และได้มีการอ้างอิงคำกล่าวของIma Hatsumiภาควิชาโบราณคดีมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียที่ว่า
“หลังการทำรัฐประหารเมื่อปี2508สถานที่นี้ได้ถูกใช้เป็นฐานของกิจกรรมของนักศึกษาที่มีอุดมการณ์ต่อต้านระบบสังคมนิยม,
นอกจากนี้ยังเป็นฐานในการจัดหากองทุนเพื่อการพัฒนาเมืองหลวงในช่วงระหว่างที่อาลีซาดีคินดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจาการ์ตาในช่วงนั้นอีกด้วย(1966-1977)
นอกจากนี้ยังได้มีการหยิบยกความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากมายรวมถึงนักข่าวต่างๆที่ไม่ได้มีเชื้อสายจีนอีกด้วย
นอกจากนี้ บทความในหนังสือพิมพ์Jakarta Postยังได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับรูปแบบสถาปัตยกรรมโดยทำการอ้างอิงคำกล่าวของDavid
Kwa ผู้ชำนาญการด้านโบราณสถานชื่อดังว่า“เราสามารถพบเห็นเส้นสายที่ไม่ได้เป็นลักษณะจีนในสิ่งก่อสร้างจีนแห่งนี้,
ส่วนที่เป็นร่องน้ำฝนหรือลักษณะของหน้าต่าง, พี้นหินขัด,ประตูลมที่ทำจากแก้ว,
สิ่งประดับที่ทำจากโลหะหล่อต่างๆเล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบอินโดนีเซียตะวันออกที่เด่นชัดทั้งสิ้น”(วันที่29พฤษภาคม2546)
และยังระบุอีกว่าChandara Nayaแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่สะท้อนให้เห็นถึงการเป็น
Melting pot ของสังคมบาตาเบียอีกด้วย
<ภาพ5:ส่วนหนึ่งของ จันโดรา รายา ที่ยังหลงเหลือที่บริเวณตึกที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง>

ที่มา:ถ่ายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 โดยผู้เขียน
จากการที่ได้นำเสนอให้เห็นถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย Chandora
Naya ในหลายแง่มุมไปแล้วนั้น Kusnoได้นำเสนอนัยยะของChandora Nayaที่มีต่อสังคมคนเชื้อสายจีนหลังการเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวานเมื่อเดือนพฤษภาคมปี2541ที่ผ่านมาไว้หลายข้อด้วยกัน[Kusno2001]
โดยที่Kusnoได้กล่าวว่าChandora Naya เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะภายนอกที่มีความเป็นจีน |