ENGLISH
THAI
INDONESIAN
JAPANESE
FILIPINO

Reed L. Wadley teaches in the Department of Anthropology at the University of Missouri-Columbia (USA).

Michael Eilenberg is a PhD Candidate in International Development Studies,
Roskilde University, Denmark.

page 1
page 2

 

กลุ่มพิทักษ์ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ย และกลุ่มอาชญากรรมอิทธิพลในบริเวณชายแดนฝั่งตะวันตกของ
กาลิมันตันประเทศอินโดนีเซีย
Vigilantes and Gangsters in the Borderland of West Kalimantan, Indonesia
ผู้เขียน : รีด แอล วัดลีย์ และไมเคิล เอนเลนเบิร์ก
[รีด แอล วัดลีย์ เป็นอาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมิสซูรี-โคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ไมเคิล เอลเลนเบิร์ก เป็นอาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา และชาติพันธุ์วรรณนา
มหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ประเทศเดนมาร์ค]
ผู้แปล: ดารินทร์ ประดิษฐทัศนีย์

หากบุคคลเห็นว่าการย้ายจากชายแดนของประเทศหนึ่งไปสู่ของอีกประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็วได้เป็นเรื่องหลักแหลมแยบยล บุคคลนั้นไม่ถือว่าเป็นพลเมืองที่ดีสำหรับประเทศใดเลย1

บริเวณชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นมาช้านานแล้ว ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความไร้ ประสิทธิภาพ หรือความเพิกเฉยของรัฐในการดูแลพื้นที่บริเวณชายแดนประเทศ หรือความพยายามชั่วครั้ง ชั่วคราวของรัฐที่จะควบคุมกลุ่มชนตามชายแดนที่ “แข็งข้อ” (Paredes 1985; Wadley 2004) สภาพไร้ขื่อแปในบริเวณชายแดน หรือที่เรียกว่า แดนสนธยาที่สร้างความคลุมเครือในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้น มักเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการกระทำที่รัฐใดรัฐหนึ่ง หรือทั้งสองรัฐที่เกี่ยวข้องมองว่าผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การลักลอบค้าของเถื่อน หรือการหลบหนีภาษี (Tagliacozzo 2001) นอกจากนั้นแล้ว พื้นที่บริเวณชายแดนยังเอื้อต่อการบ่มเพาะผู้นำท้องถิ่นที่สร้างฐานอำนาจจากการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว และรักษาอำนาจไว้ด้วยระบบอุปถัมภ์ และการใช้ความรุนแรง (McCoy 1999) ในสถานการณ์เช่นนี้ กลุ่มชนต่าง ๆ ตามชายแดนมักจะได้ประโยชน์จากการเป็นอิสระในระดับหนึ่งจากการแทรกแซงของรัฐ ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์กับรัฐทั้งสองที่เป็นปัญหาอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปอีก (Martinez 1994a) ในบทความนี้ เราจะวิเคราะห์สภาพไร้ขื่อแป และการมีอำนาจปกครองตนเอง ในบริเวณชายแดนฝั่งตะวันตกของกาลิมันตัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอิบัน (ภาพ 1) โดยจะมุ่งให้ความสนใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับการพิทักษ์ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ย (vigilantism) และกลุ่มอาชญากรรมอิทธิพล (gangsters)2 รวมทั้งศึกษาว่าความคลุมเครือในการบังคับ กฎหมาย และสภาพการแยกออกจากกันที่เกิดขึ้นตามบริเวณชายแดนนั้น สนับสนุนและส่งเสริมขบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวนี้อย่างไร3 อันที่จริงแล้ว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการพิทักษ์ ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ย และการก่อ การร้ายของพวกกองโจรเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ทั่วไปในประเทศอินโดนีเซีย แต่เราต้องการจะชี้ให้เห็นว่า สภาพต่าง ๆ ของพื้นที่ตามชายแดนทำให้เหตุการณ์เหล่านี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว

[ภาพ 1]

การล่าอาณานิคมของชาวอังกฤษและชาวเนเธอร์แลนด์บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งเริ่มขึ้นในกลาง คริสตศตวรรษที่ 19 เมื่อชาติตะวันตกทั้งสองพยายามปราบปรามการฆ่าเพื่อล่าหัวมนุษย์ ที่ทำให้เกิดการข้ามชายแดนจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่ง และกำหนดความเป็นพลเมืองที่อิงอยู่กับความเป็นอาณานิคมนั้น ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกชาวอิบันที่อาศัยอยู่ในกาลิมันตันออกจากประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในซาราวัก บ่อยครั้งบริเวณชายแดนของชาวอิบันกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสัมพันธ์ทางอาณานิคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของชนหลายกลุ่ม ชาวอิบันเองก็พยายามหาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละฝั่งตามที่เจ้าอาณานิคมผู้ปกครองรัฐนั้นได้วางไว้ อาทิ การใช้พื้นที่ชายแดนในการหนีภาษี หรือต่อต้านอำนาจ ปกครองของเจ้าอาณานิคม (Wadley 2004) การได้รับอิสรภาพของประเทศอินโดนีเซีย และการก่อตั้งสหพันธรัฐมาเลเซียในกลางคริสตศตวรรษที่ 20 ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น หากกลับทำให้การแบ่งแยกทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงการนำกองทหารจำนวนมากมาตั้งประจำตามเขตชายแดนระหว่างการต่อสู้ครั้งใหญ่ในตอนต้นทศวรรษ 1960 และการรวมตัวของพวกคอมมิวนิสต์ที่เกิดตามมาในทศวรรษ 1970 เหตุการณ์ ดังกล่าวมิได้แยกประชากรที่อยู่ในเขตชายแดนด้านหนึ่งออกจากอีกด้านหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม การเคลื่อนย้ายข้ามเขตแดนยังคงดำเนินต่อไปอย่างมากดังที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การสร้างเครือข่ายถนนหนทางตามบริเวณชายแดนในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ก็ยิ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของผู้คนและสินค้า ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย เพิ่มมากขึ้น (Wadley 1998) นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจในเอเซีย และความเฟื่องฟูของระบบการปกครองตนเองในท้องถิ่น หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลซูฮาร์โต มีส่วนทำให้การย้ายข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งไปอีก (Fariastuti 2002; Riwanto 2002; Siburian 2002)

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอินโดนีเซียกับประเทศมาเลเซียที่ก่อตั้งขึ้นในระยะเวลาดังกล่าวทำให้ชาวอิบันในกาลิมันตันโน้มเอียงไปทางมาเลเซียในเชิงเศรษฐกิจ ทั้งนี้ประกอบกับความที่กาลิมันตันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากบรรดาเมืองศูนย์กลางของอินโดนีเซีย และยิ่งกว่านั้น ชาวอิบันเองก็มีรากฐานทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อยู่ในซาราวัก ซึ่งอยู่ในมาเลเซีย วิกฤตเศรษฐกิจ ค.ศ.1997 ในเอเชีย ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมากมายในอินโดนีเซีย เช่น การถอนทหารออกจากบริเวณชายแดน ก็ยิ่งทำให้ท่าทีดังกล่าวของชาวอิบันชัดเจนขึ้น ฐานที่ตั้งของชาวอิบันบริเวณชายแดน ติดกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเสถียรภาพทางการเมือง และมีความมั่งคั่งมากกว่านั้น ส่อให้เห็นว่า รายได้ส่วนหนึ่งของชาวอิบันจะมาจากพื้นที่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ ที่ซึ่งชาวอิบันสามารถหางานชั่วคราวทำ และในบางครั้ง อาจจะพบถิ่นฐานใหม่ที่จะย้ายไปตั้งหลักแหล่งได้อย่างถาวร อีกประการหนึ่งการตัดไม้ “โดยผิดกฎหมาย” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมากมายในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นผลส่วนหนึ่งจากการล่มสลายของรัฐบาลกลางของ อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชนที่หลากหลาย ประเด็นที่สำคัญมากในปรากฏการณ์การตัดไม้อย่างมหาศาลในครั้งนี้คือ การเข้ามาของผู้ประกอบการค้าไม้ชาวมาเลเซีย เชื้อสายจีน4 ที่มีโรงเลื่อยในบริเวณนี้ ดำเนินการตัดไม้โดยใช้คนงานอิบันชาวมาเลเซีย (Eilenberg 2005; Wadley and Eilenberg 2005)

อันที่จริง “ผิดกฎหมาย” เป็นคำที่มีปัญหาในเชิงความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทัศนะของผู้คนที่อยู่ตามชายเดน คำนี้มีความหมายซับซ้อนที่ลื่นไหลไปมาอย่างง่ายได้ คำว่า “ผิดกฎหมาย” สื่อถึงการกระทำผิด หรือแนวโน้มที่จะกระทำเช่นนั้น ความหมายนี้อาจเพียงพอในระดับรัฐ แต่ไม่ “ครอบคลุมถึงวิถีที่ผู้อาศัยอยู่ตาม ชายแดนภาคภูมิใจกับการฝากปากท้องและการหารายได้ไว้กับการค้าข้ามพรมแดน” (Flynn 1997:324) ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าคนกลุ่มดังกล่าวจะตระหนักดีกว่าตนได้เข้าไปพัวพันกับการกระทำที่นักการเมืองที่อยู่ห่างไกลออก ตีความว่า “ผิดกฎหมาย” พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าตนไม่ได้ทำผิดทำนองคลองธรรม และเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้ไร้เหตุผล และปราศจากความยุติธรรม ดังนั้น สิ่งที่ผิดกฎหมาย ตามที่กฎหมายรัฐบ่งชี้ไว้ จะชัดเจนและเป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่ตัวแทนของรัฐ (แม้ว่าพวกนี้อาจจะหลบเลี่ยงกฎหมายเองก็ได้) ในขณะที่ ผู้อาศัยอยู่ตามชายแดนอาจจะอนุโลมให้กับกฎข้อบังคับของรัฐอยู่เป็นประจำ โดยไม่รู้สึกว่าตนจำต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้จากอำนาจภายนอก และขัดกับผลประโยชน์ของตน5 เรื่องนี้เห็นได้เด่นชัดที่สุดในกรณีของการตัดไม้ตามเขตชายแดนที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1998 ซึ่งรัฐมองว่าผิดกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ได้หวนกลับมาครอบครองป่าที่เป็นของเขามาแต่ดั้งเดิม (ข้อสังเกตของเราต่อประเด็นนี้มิได้ส่อนัยว่า เรามองข้ามความผิดของการกระทำต่าง ๆ ที่เราจะนำเสนอถัดจากนี้ และการนำเสนอของเรามิได้สรุปรวมว่าชาวอิบันทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำเหล่านี้)

กรณีที่ 1 : กลุ่มผู้พิทักษ์ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ย

ต้นเดือนธันวาคม ค.ศ.2000 ศาลแห่งหนึ่งในปูทัสสิโบ เมืองหลวงของกาปัส ฮูลู กลายเป็นฉากของการฆาตกรรม เมื่อชายประมาณ 300-400 คน พกปืนสั้นและมีดตัดไม้บุกเข้ามาแก้แค้นให้ญาติของพวกเขา6 ที่ถูกฆ่าเสียชีวิต เหยื่อของการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นชาวมาเลย์ ชื่อ อุสนาตา ที่กำลังถูกพิจารณาคดีในข้อหาฆ่าคนแลกเงินชาวอิบัน ชื่อ ซันดัก ในเดือนมกราคม ค.ศ.2000 เมื่อสื่อระดับชาติลงข่าวการฆ่าอย่างอุกอาจในห้องพิจารณาคดีครั้งนี้ว่า คือ การฆ่าโดยกลุ่มผู้พิทักษ์ความยุติธรรมใช้กฎหมู่ในศาลของอินโดนีเซียเป็นครั้งแรก ประธานาธิบดี อับดูรามัน วาฮีด ได้พบกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสัญญาว่าจะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ (Kompas 2000b; Pontianak Post 2000a, 2000b) แต่กระนั้น หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปหลายเดือนหลายปี เหตุการณ์นี้กลับหลุด “ออกไปจากการสอดส่องดูแลอย่างถี่ยิบ” ของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และระดับชาติ และในบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับฆาตกรรมครั้งนี้จำนวนหลายร้อยคนกลับไม่มีใครสักคนเดียวที่ถูกดำเนินคดี หรือแม้แต่มีท่าทีว่าอาจจะถูกดำเนินคดี
หากพิจารณาอย่างผิวเผิน ฆาตกรรมครั้งนี้เป็นคดีที่เรียกว่า amuk masa หรือการฆ่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นคดีที่เกิดขึ้นในบริบทของระบบการให้ความยุติธรรมที่ขาดประสิทธิภาพ โดยการฆ่าในลักษณะนี้จะปรากฏเสมือนว่าเกิดขึ้นโดยมิได้มีการไตร่ตรองล่วงหน้า (Colombijn 2002) แต่โครงสร้างและแรงจูงใจพื้นฐานของฆาตกรรมครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อต่าง ๆ ไม่ได้กล่าวถึง เปิดเผยให้เห็นความสัมพันธ์ของ อัตลักษณ์ของชุมชนตามชายแดน อำนาจของรัฐที่ถดถอยลง และการประพฤติมิชอบในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ7 ซันดักคนแลกเงินชาวอิบันนั้น อันที่จริงแล้ว เป็นญาติกับอุสนาตา กล่าวคือ อุสนาตาแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของซันดัก เข้าใจกันว่า ซันดัก ซึ่งถือเงิน 70 ล้านรูเบียที่ได้จากธุรกรรมบริเวณชายแดน ลงเรือเร็วมากับอุสนาตา เพื่อไปธนาคารแห่งหนึ่ง ในระหว่างการเดินทางที่ยาวนานนี้ อุสนาตา กับคนขับเรือชาวปาดัง ชื่อ อีดิ ฆ่าซันดัก และโยนศพทิ้งไป กว่าจะพบศพของซันดัก เวลาได้ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ตำรวจเริ่มสงสัยอุสนาตา (ส่วนอีดิได้หนีออกจากพื้นที่นี้แล้ว) เพราะว่าอุสนาตาไม่เพียงเป็นหนึ่งในบรรดาคนสุดท้ายที่อยู่กับซันดัก แต่เขายังสามารถซื้อ สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงมาใช้หลังจากที่ซันดักหายตัวไป

เครือญาติของซันดักเรียกร้องให้อุสนาตาจ่ายเงินเลือด หรือ pati nyawa ตามกฎหมายจารีตของชาวอิบัน (adat) อุสนาตาปฏิเสธ คดีจึงถูกส่งไปไต่สวนในศาลท้องถิ่น หลังจากวันแรกของการไต่สวน ชาวอิบันเข้าใจว่า อุสนาตาจะได้รับการพิพากษาให้พ้นผิด และสงสัยอีกว่าอุสนาตาได้ติดสินบนผู้พิพากษา พวกเขาจึงวางแผนการบุกเข้าโจมตีที่ศาล โดยชักชวนชาวอิบันจากทั้งสองฝั่งชายแดนที่เป็นญาติซันดักให้เข้ามาร่วมด้วย นอกจาก จุดประสงค์ที่จะแก้แค้นแล้ว เหตุผลหนึ่งของพวกเขาก็คือ ศาลนั้นคดโกง ส่วนรัฐบาลก็ไม่สามารถให้ความ ยุติธรรมได้ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาโกรธที่อุสนาตาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายจารีตของชาวอิบัน หากอุสนาตายอมจ่ายเงินเลือด เขาคงจะไม่ตาย แม้ว่าการฆ่าเพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ย ในครั้งนี้มีต้นเหตุจากระบบศาลยุติธรรมที่ฉ้อฉลและไร้ประสิทธิภาพที่พบได้ทั่วไปในอินโดนีเซีย แต่การฆ่าครั้งนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการฆ่าแบบ amuk massa ที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ชวา ซึ่งเป็นการฆ่าที่เกิดขึ้นโดยทันทีที่มีคนเห็นขโมย หรือผู้กระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามถนนหรือในตลาด การฆ่าแบบ amuk massa เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่เห็นและกล่าวหาว่าบุคคลเป็นผู้กระทำผิด ในทางตรงกันข้าม การฆ่าอุสนาตาเป็นการกระทำที่มีการวางแผน และเตรียมการล่วงหน้าหลายวัน เกี่ยวข้องกับชายอีกจำนวนมากที่มาจากเครือข่ายสังคมและภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง เกิดขึ้นในศาลสถิตยุติธรรม (ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการฆ่าด้วยการใช้ศาลเตี้ยในอินโดนีเซีย) และมีการเผชิญหน้าโดยตรง แต่ไม่ใช้ความรุนแรงกับตำรวจ

กรณีที่ 2 : กลุ่มอาชญากรรมอิทธิพล

เดือนมกราคม ค.ศ.2005 ทีมงานที่ประกอบด้วยข้าราชการ 26 คน8 และนักข่าวโทรทัศน์อีก 1 คน สืบสวนกรณีการตัดไม้ผิดกฎหมายในอาณาบริเวณของอุทยานแห่งชาติเบตุง เคริฮุน (Antara 2005; Kompas 2005a) 6 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ตำรวจจับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน 3 คน ที่พัวพันกับการตัดไม้ข้ามพรมแดน และได้ยึดไม้และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ (Kompas 2004a) แต่นายใหญ่ที่เป็นเจ้าพ่อลักลอบตัดไม้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนที่เรียกกันว่า tukei ที่ชื่อ อาเป็ง นั้นหลบหนีไปได้ (Equator Online 2004a, 2004b) ทีมดังกล่าวเดินทางมายังบริเวณนี้ ด้วยหวังว่าจะจับกุมอาเป็งได้ ปรากฏว่ายานพาหนะ Kijang ของพวกเขาไม่สามารถใช้การได้กับทางที่ที่ขรุขระ พวกเขาจึงหันมาใช้รถโตโยต้าแบบสมบุกสมบัน (ที่ใช้ป้ายทะเบียนรถมาเลเซีย) แทน โดยรถเหล่านี้เป็นของที่ยึดมาได้จากการจับกุมก่อนหน้านี้

หลังจากที่ทีมงานหยุดตั้งแคมป์เพื่อพักผ่อนในตอนกลางคืนมีรถกระบะ 2 คัน ที่ใช้ป้ายทะเบียนรถ มาเลเซีย บรรทุกชายติดอาวุธราว 20 คน เข้ามาจอดใกล้ ๆ ชายชาวอิบันคนหนึ่งที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนี้เข้าซักถามทีมงาน โดยจะเห็นได้ว่าเขาไม่เกรงกลัวทหารและตำรวจที่อยู่ในทีมงานเลย เมื่อชายผู้นี้รู้ว่าทีมงานมีจุดประสงค์อะไร และพบว่าทีมงานได้นำรถที่ถูกยึดมาใช้ เขาโกรธมาก กล่าวหาทีมงานว่าเป็นผู้ทำลายโอกาสการทำงานในบริเวณนี้ และสั่งให้คนของเขายึดรถเหล่านั้น ทิ้งให้ทีมงานต้องเดินเท้าไปเอง จุดเปลี่ยนที่น่าแปลกใจในเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ทีมงานได้เจรจาต่อรองให้คนกลุ่มนี้พาไปส่งที่สำนักงานใหญ่ของตำรวจในเขตพื้นที่ย่อยที่ลันจัก ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ตอบตกลง เมื่อไปถึงลันจัก คนกลุ่มนี้ปฏิเสธที่จะคืนรถให้ และเปิดหนีข้ามพรมแดนไปพร้อม ๆ กับรถเหล่านี้

นักข่าวที่ติดตามไปกับทีมงานนี้งงงันกับการที่ตำรวจ หรือทหารไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะเข้า แทรกแซง เขารายงานว่า สมาชิกของทีมงานที่เป็นทหารและตำรวจตกลงกับผู้นำกลุ่มชาวอิบันว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะเป็นการหลีกเลี่ยงการสร้างความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นที่มากไปกว่านี้ อันที่จริงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้หนึ่งได้บอกกับเขาในภายหลังว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาของท้องถิ่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องดึงเอาบุคคลภายนอกมากเกี่ยวข้องด้วย และไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ นอกจากนั้น ผู้ประสานงานท้องถิ่นผู้หนึ่งขององค์กรต่อต้านการลักลอบตัดไม้ เกล กัลบาร์ ได้เล่าว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนในท้องถิ่นจึงภักดี และให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติ เช่น อาเป็ง มากกว่ารัฐบาลของเขาเอง เขาเสนอความคิดว่าตำรวจในจังหวัดคงจะต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนหากตำรวจท้องถิ่นไม่สามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนได้

ผู้ประสานงานขององค์กร เกล กัลบาร์ ผู้นี้อาจจะมี “ข้อมูลจากวงใน” ก็ได้ เพราะในเวลา 2 เดือนนั้น ตำรวจในระดับจังหวัดและประเทศได้จัดตั้งปฏิบัติการพิทักษ์ป่าให้ยั่งยืน (Operasi Hutan Lestari) ส่งผลให้มีการจับกุมชาวมาเลเซีย และชาวอินโดนีเซียหลายคน (ทั้งที่เป็นเชื้อสายจีน อิบัง และมาเลย์) ที่เกี่ยวพันกับการตัดไม้ข้ามพรมแดน การปฏิบัติการนี้ยังห้ามการส่งไม้ที่ตัดแล้วข้ามพรมแดนอีกด้วย นับเป็นการกระทำที่สร้างความไม่ พอใจให้คนในท้องถิ่นที่มีรายได้จากการค้านี้ ชาวบ้านเหล่านี้ส่งตัวแทนกลุ่มใหญ่จำนวนกว่า 200 คน ไปยัง ปูทัสสิโบ เมืองหลวงของเขตนี้ เพื่อรณรงค์ให้มีการยกเลิกคำสั่งห้ามนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม้เหล่านี้ มาจากป่า ชุมชน (hutan adat) และตลาดของอินโดนีเซียนั้นห่างไกลเกินไปถึง จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ เกิดขึ้นเมืองต่าง ๆ ตามชายแดนที่เคยคึกคักด้วยการข้ามเขตแดนของทั้งผู้คนและสินค้ากลับกลายเป็นเมืองร้าง เอ็ม เอส กาบัน รัฐมนตรีป่าไม้ของอินโดนีเซีย กล่าวได้ว่า ชุมชนท้องถิ่นไม่มีสิทธิทางกฎหมายใด ๆ ที่จะอนุญาตให้มีการตัดไม้เพื่อการพาณิชย์ (Kompas 2005b, 2005c; Media Indonesia 2005; Pontianak Post 2005a) คำกล่าวนี้อาจถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์บริเวณชายแดนในช่วงนี้

ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมด้วยการใช้ศาลเตี้ยและกลุ่มอาชญากรรมอิทธิพล
ในมุมมองที่กว้างขึ้น

กรณีทั้งสองนี้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่สำคัญของชีวิตผู้คนตามชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่พึงต้องเข้าใจเป็นอย่างดี เพื่อจะได้ศึกษาปัญหาต่าง ๆ ทางทรัพยากรและทางสังคมที่พื้นที่นี้กำลังเผชิญอยู่

ชาวอิบันที่อยู่ในกาลิมันตันเคยชินกับอิสระอย่างล้นเหลือในการจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประชาชน และการกระทำผิดที่เกิดขึ้นใน ท้องถิ่น และไม่หวั่นใจที่จะต้องท้าทายความพยายามใด ๆ ที่จะลิดรอนเสรีภาพในการปกครองตนเองนี้ เจ้าหน้าที่ชาวดัทช์ในสมัยปลายศตวรรษ 19 ผู้หนึ่งกล่าวถึงชาวอิบันว่าเป็นกลุ่มชนที่มีชีวิตชีวาและชอบการต่อสู้9 แม้ว่ามุมมองที่กำหนดลักษณะตายตัวให้กับชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในลักษณะนี้จะเป็นสิ่งที่เราพึงระวัง แต่ในแง่หนึ่ง ทัศนะดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรม และความมั่นใจในรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาจากความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะของชาวอิบันที่อาศัยอยู่ตามชายแดนทั้งสองฝั่งกับรัฐในช่วงเวลาหนึ่งศตวรรษครึ่งที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ชายแดนที่อยู่ของชาวอิบันระหว่างบอร์เนียวตะวันตกซึ่งเป็นของเนเธอร์แลนด์ กับซาราวักที่เป็นของอังกฤษก่อให้เกิดความตึงเครียดขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ระหว่างเจ้าอาณานิคมทั้งสองในคริสต-ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสตศตวรรษที่ 2010 ทั้งนี้เพราะชาวอิบันมิใช่กลุ่มชนที่จะควบคุมและปกครองได้โดยง่าย (Wadley 2001, 2004)

แม้กระทั่งหลังเหตุการณ์การเจรจาปรองดองอย่างเป็นทางการใน ค.ศ.1886 รัฐบาลที่เจ้าอาณานิคมจัดตั้งขึ้นยังต้องปฏิบัติต่อชาวอิบันด้วยความระแวดระวัง เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์กับชนกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น ชาวอิบันที่อยู่ตามสองฝั่งชายแดนจะเสียภาษีน้อยกว่าชนพื้นเมืองกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้เหตุผลก็คือในซาราวักนั้น ชาวอิบันจะต้องคอยให้การดูแลกับคาราวานของรัฐบาลที่เดินทางผ่านมา ส่วนในบอร์เนียวตะวันตกนั้น คงต้องพยายามจัดให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ สอดคล้องกับที่ปฏิบัติกันในฝั่งซาราวัก11 นอกจากนั้น ระบบผู้นำชุมชนที่ผู้ปกครองชาวดัทช์ตั้งขึ้น (ที่เรียกว่า temenggong patih) กลายเป็นระบบที่มีสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างความวุ่นวาย และจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1940-1950 ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลซาราวักเองก็ส่งเสริมให้ชาวอิบันในกาลิมันตันสนิทสนมกับทางซาราวักเป็นพิเศษ ใน ค.ศ.1882 ชารล์ส บรุก ผู้ว่าการชาวอังกฤษคนที่สองของซาราวัก ไม่สามารถรวบเอาชาวอิบันในกาลิมันตันเข้าไว้ในอำนาจของตนได้สำเร็จ “แม้ว่าดินแดนส่วนหนึ่งที่ติดกับเขตชายแดนที่ชนพื้นเมือง (ชาวไดแอ็ค) อาศัยอยู่จะถูกเปลี่ยนโอนเข้าเป็นของผู้ปกครองซาราวักแล้วก็ตาม”12 ความจริงข้อนี้ได้รับการบันทึกเก็บไว้ในการเล่าประวัติศาสตร์ของชาวอิบัน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่จะเห็นชาวอิบันในกาลิมันตันจะเรียกร้องผลประโยชน์ของพวกเขาในสถานการณ์ต่าง ๆ แม้ว่าอาจต้องเสี่ยงอันตรายก็ตาม เช่น ในช่วงเวลาของการวางกำลังทหารตามเขตชายแดน เพื่อปราบปรามการก่อตัวของกลุ่มกองโจรก่อการร้าย ในทศวรรษ 1960-1970 ชาวอิบันปฏิเสธที่จะวางอาวุธปืนตามคำสั่งทหารอินโดนีเซีย กลุ่มชายฉกรรจ์ชาวอิบันจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาที่กองบัญชาการทหาร แต่งตัวในชุดพิธีการเต็มยศ และนำโดยผู้นำชุมชนของพวกเขา (temenggong และ patih) เพื่อประกาศว่า พวกเขาจะวางอาวุธก็ต่อเมื่อกองทัพสัญญาว่าจะส่งทหารมาประจำเพื่อคุ้มครองพวกเขาจากหมูป่า และลิงที่เข้ามาขโมยอาหารในหมู่บ้าน จนถึงทุกวันนี้ เขตย่อยทั้ง 3 แห่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตนี้ หรืออาจจะเป็นในทั้งจังหวัดเลยก็ว่าได้ ที่ผู้อยู่อาศัยได้รับอนุญาตให้ครอบครองปืนสั้นไว้ในบ้านได้ และไม่ต้องจดทะเบียนปืนกับสถานีตำรวจท้องถิ่น

 


เมื่อพิจารณาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งบริบทการกระจายอำนาจของรัฐบาลที่คงอยู่โดยพฤตินัยเท่านั้น และขวัญกำลังของทหารและตำรวจที่เสื่อมถอยลง หลังจากที่รัฐบาลซูอาร์โตล่มสลาย ใน ค.ศ.1998 แล้ว จะเห็นได้ว่าการฆ่าอุสบาตาเพื่อแก้แค้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เราเห็นความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์หลายประการในเหตุการณ์นี้ กล่าวคือ ความชัดเจนของชาวอิบันต่อสิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเองปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเชื่อที่ว่า สำหรับในท้องถิ่น กฎหมายจารีตควรจะมีความสำคัญกว่ากฎหมายของประเทศ และการเรียกร้องผลประโยชน์ของชาวอิบันโดยการใช้กำลังและความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง อีกประการหนึ่ง เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของชาวอิบันที่จะรวบรวมสมาชิกในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปรากฏก่อนหน้านี้ในการเดินทางฆ่าคนเพื่อล่าหัวในศตวรรษที่ 19 ที่มีชาวอิบันนับร้อยนับพันเข้าร่วมด้วย (Freeman 1960) แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางการเมืองของอินโดนีเซียจะเปิดพื้นที่ให้ชาวอิบันได้มีอิสระมากขึ้นหลัง ค.ศ.1998 ชาวอิบันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การฆ่าอุสนาตาคงไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมด้วย หากปราศจากปัจจัยต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ที่โยงใยกับชาวอิบันโดยตรงเหล่านี้

เมื่อหันมาพิจารณากรณีกลุ่มอาชญากรรมอิทธิพล จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยอีก 2 ประการ ประการแรก สืบเนื่องจากกระบวนการการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ รัฐบาลท้องถิ่น (ในระดับเขต) มีอำนาจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เจ้าหน้าที่เขตกาปัส ฮูลูเอง ก็เห็นว่าการตัดไม้ข้ามพรมแดนเป็นลู่ทางที่ดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของพื้นที่บริเวณชายแดน ซึ่งรัฐบาลกลางได้เพิกเฉยละเลยมาเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนั้น เนื่องจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลส่วนจังหวัดลดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินลงไปอย่างมาก เจ้าหน้าที่เขตจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ประการที่สองชาวอิบันจำนวนมาก (และเจ้าหน้าที่เขตบางคน) ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลกลางและ รัฐบาลส่วนจังหวัดที่จะบังคับให้การตัดไม้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาเห็นว่าการแทรกแซงของ “คนนอก” เช่นที่รัฐบาลพยายามกระทำดังได้อธิบายเบื้องต้นนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของชาวอิบันในการปกครองตนเอง ดังนั้น การที่ทหารตำรวจในเขตท้องที่นี้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จึงหมายความว่าพวกเขาฉลาดที่จะรักษาผลประโยชน์ที่พวกเขาได้รับจากการลักลอบตัดไม้ และยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อความสามารถของชาวอิบันที่จะปกครองตนเองได้โดยเสรีอีกด้วย13

หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลใหม่ใน ค.ศ.1998 ผู้ประกอบการตัดไม้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนข้ามเขตแดนที่วางตัวเป็นแนวยาวและมีช่องทางให้ผ่านได้โดยง่าย เข้ามาในฝั่งตะวันตกของกาลิมันตัน เพื่อเข้ามาประกอบการในพื้นที่นี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ร่วมมือกับชุมชนในท้องถิ่นที่ต้องการหารายได้ และได้รับความเห็นชอบอย่างไม่เป็นทางการจากรัฐบาลเขต นอกเหนือจากบรรยากาศที่เอื้อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และการเมือง และความต้องการไม้เขตร้อนจากต่างชาติแล้ว การข้ามพรมแดนโดยอาศัยถนนหนทางที่พัฒนาให้ดีขึ้น (ซึ่งแรกเริ่มนั้น ตัดขึ้นด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ) ก็มีส่วนส่งเสริมการตัดไม้ ชุมชนท้องถิ่นถือว่าพื้นที่บริเวณชายแดนที่เป็นป่าอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเขามาแต่เดิม และถือว่าไม้ที่ตัดได้เป็นผลจากข้อตกลงที่เจรจาต่อรองกันในท้องถิ่น14 เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างรายอื่น ผู้ประกอบการตัดไม้ได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ในเขตและในเขตย่อย รวมทั้ง ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามชายแดน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่คนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตามชายแดน

ในเขตย่อยบาตัง ลูปาร์ เขตกาปัส ฮูลู กระบวนการดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการชาวมาเลเซีย (เรียกกันในท้องถิ่นว่า tukei) และชาวอิบันเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ด้วยความที่ชาวอิบันผูกพันกับซาราวักในเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาเป็นเวลาช้านาน ประกอบกับการไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลส่วนจังหวัดของตนเลย ชาวอิบันจำนวนมากจึงแทบจะไม่รู้สึกว่าตนต้องภักดีต่อรัฐของตนเอง และไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการ (tukei) ชาวมาเลเซีย ที่พวกเขาคุ้นเคยกว่า15 (รวมทั้งคนงานชาว มาเลเซียเชื้อสายอิบันด้วย) ผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าใจขนบธรรมเนียมและภาษาของชาวอิบันได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐชาวอินโดนีเซีย ดังนั้น ชาวอิบันจึงรู้สึกสะดวกใจที่จะติดต่อกับผู้ประกอบการชาวมาเลเซีย และเครือญาติชาวอิบังที่ข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากชาวอิบังในกาลิมันตันคุ้นเคยกับการเป็นแรงงานรับจ้างในซาราวัก ในขณะที่ชาวอิบังในซาราวักไม่เคยเห็นโอกาสการทำงานเช่นนี้ในกาลิมันตัน กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จึงช่วยริเริ่มความสัมพันธ์ชุดใหม่ในหมู่ชาวอิบังที่ถูกแบ่งแยก ส่งผลให้ประเพณีอันยาวนานของความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ตามชายแดน เข้มแข็งมากขึ้น (Wadley และ Eilenberg 2005)

2-3 ปี หลังจากการเริ่มตัดไม้ข้ามพรมแดน สื่อในจังหวัดและในประเทศรายงานถึงการตัดไม้ในเขต กาปัส ฮูลู ที่ห่างไกลบ้างเป็นครั้งเป็นคราว (เช่นใน Jakarta Post 2000, 2002, 2003; Pontianak Post 2003a, 2003b) แต่หลังจากนั้น เมื่อปริมาณการลักลอบนำไม้ข้ามพรมแดนมีมากขึ้น ทรัพยากรและรายรับของรัฐที่ต้องสูญเสียไปมีมากเกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้ สื่อต่าง ๆ จึงหันมาสนใจพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลนี้อีกครั้งหนึ่ง16 ในตอนนั้น สิ่งที่กลายเป็นประเด็นสำคัญก็คือ การที่มาเลเซียเข้ามาตักตวงประโยชน์ไปจากทรัพยากรในฝั่งตะวันตกของกาลิมันตัน พาดหัวข่าวต่าง ๆ ก็ยั่วยุให้เกิดความไม่พอใจ เช่น “มาเลเซียกินข้าว อินโดนีเซียกลืนแกลบ” (Suara Pembaruan 2003) และ “เมื่อไร ‘การล่าอาณานิคม’ ของมาเลเซียในชายแดนกัลบาร์จะจบสิ้นเสียที” (Suara Pembaruan 2004b) รายงานข่าวในช่วงหลังนี้มีน้ำเสียงในเชิงชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการทำให้เห็นว่าการประกอบการตัดไม้ข้ามพรมแดนเหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ผู้คนจึงมองว่าผู้ประกอบการและคนงานชาวมาเลเซียเป็น ผู้ก่อการร้ายติดอาวุธปืนที่เข้ามาข่มขู่ผู้คนในชุมชน “Gengster Cina Malaysia” ก็กลายเป็นวลีเฉพาะที่ใช้เรียกคนกลุ่มนี้ (Suara Pembaruan 2004a; Sinar Harapan 2004a, 2004c, Media Indonesia 2004)

เมื่อทัศนคติทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้แล้ว ผลที่ตามมาก็คือนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เขตดำเนินการแก้ปัญหาโดยทันที แต่กระนั้น แม้รัฐบาลเขตยืนยันที่จะ แก้ไขปัญหา ‘โจรก่อการร้ายชาวมาเลเซีย’ แต่ความพยายามที่จะปราบปรามการลักลอบตัดไม้ข้ามพรมแดนในช่วงแรก ๆ มีน้อยมาก และไม่ค่อยเอาจริงเอาจังเท่าไรนัก คนที่ถูกจักกุมส่วนใหญ่ก็เป็นพียง “ลูกสมุนจิ๊บจ้อย” (Kompas 2003a, 2003b; Pontianak Post 2004) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่เขตเองก็ไม่รีบเร่งที่จะจัดการกับธุรกิจข้ามพรมแดนที่มีผลกำไรมหาศาลนี้ให้สิ้นซากไป ดูเหมือนว่าการลักลอบตัดไม้ของ ‘โจรก่อการร้าย’ เหล่านี้ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่เบาบางลงเลย ทั้งนี้ก็ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่เขตและชุมชนท้องถิ่น (Kompas 2004b, 2004c, 2004d; Sinar Harapan 2004b) อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าให้ยั่งยืน (Operasi Hutan Lestari) ดูจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ สิ่งที่เราเห็นขณะนี้ คือ ความพยายามในระดับประเทศ และระดับจังหวัดที่จะควบคุมรายได้ที่รั่วไหลออกจากเขตต่าง ๆ โดยมีการพูดถึงการนำกองทหารกลับเข้ามาประจำในบริเวณชายแดน และการทำไร่น้ำมันปาล์มตลอดแนวชายแดน เพื่อจะได้ควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น (Jakarta Post 2005; Pontianak Post 2005b) ในส่วนที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนตามชายแดนที่เคยมีรายได้ (แม้จะไม่มากนัก) จากการลักลอกตัดไม้นั้น ยังเป็นคำถามที่ปราศจากคำตอบอยู่

บทสรุป

ด้วยเหตุที่ชาวอิบันในฝั่งตะวันตกของกาลิมันตันอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนอันห่างไกลของประเทศ อินโดนีเซีย และติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่พวกเขามีความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน ชนกลุ่มนี้จึงรู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน อันเป็นความรู้สึกแปลกแยกจากศูนย์กลางของประเทศและประชากรส่วนใหญ่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ นอกจากนั้น ลักษณะทั่ว ๆ ไป ประการหนึ่งของชีวิตชายแดนของชาวอิบัน คือ ความรู้สึกที่ถูกดึงไปในหลาย ๆ ทิศทาง ในเวลาเดียวกัน แต่พลังของแรงดึงนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของปฏิสัมพันธ์ และความสัมพันธ์กับประเทศทั้งสองฝั่ง (Martinez 1994b : 12) โดยปกติ คนที่อยู่ตามชายแดนที่มีความผูกพันน้อยที่สุดกับประเทศของตนมักจะเป็นกลุ่มคนที่มีสายสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เหนียวแน่นที่สุด (Martinez 1994a : 19) ในทางการเมือง ชาวอิบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่เรียกร้องความจงรักภักดีที่มั่นคงไม่แปรผัน แต่ในทางชาติพันธุ์ ทางความรู้สึก และทางเศรษฐกิจแล้ว พวก เขามักรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ประเทศ (หรือรัฐชาติ) (Baud and Schendel 1997 : 233) โดยที่ ส่วนหนึ่งของสิ่งอื่นนี้อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านสำหรับชาวอิบันจำนวนมาก สายสัมพันธ์ข้ามพรมแดนยังคงเหนียวแน่นกว่าความรู้สึกผูกพันกับประเทศของตนเอง ส่งผลให้พวกเขาแทบไม่รู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่ง หรืออัตลักษณ์ความเป็นชาติ

ประชากรที่อยู่ตามชายแดนมักจะรักษาสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับพรมแดนอีกฝั่งหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะละเมิดกฎหมายประจำชาติในหลาย ๆ กรณี พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะรัฐบาลของประเทศไม่สามารถที่จะผสานชายแดนให้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจในระดับประเทศได้ (เช่น Baud and Schendel 1997 : 229) ดังนั้น คนที่อยู่ตามชายแดนจึงมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยน ละเลย และละเมิดกฎหมายที่พวกเขาเห็นว่าเข้ามาแทรกแซงผลประโยชน์ และวิถีชีวิตของเรา กฎหมายชายแดนที่ควบคุมปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดนอย่างเคร่งครัดอาจนำไป สู่ความขัดแย้งต่าง ๆ และการละเมิดกฎระเบียบ (Martinez 1994b : 12) ยิ่งกว่านั้น คนที่อยู่ตามชายแดนรู้สึก ถึงความแปลกแยกจากประเทศของตนเข้มข้นขึ้น เพราะผลประโยชน์ของพวกเรามักจะแตกต่าง และขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประเทศ เนื่องจากรู้สึกว่าตนเป็นเพียงชายขอบที่แปลกแยกจากชาติที่มีเอกภาพ ชาวอิบันจำนวนมากมักรู้สึกว่าผู้คนในศูนย์กลางทางการเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นไม่เข้าใจสภาพชีวิตตามชายแดนของตนได้

next page


               
designed and developed by SQUEAKYSTUDIOS for Kyoto Review
All rights reserved 2006