prev next
Posted on March 12 2010 Read more...

ปริทัศน์หนังสือ ว่าด้วยความรุ่งเรือง – ล่มสลายของจักรวรรดิและปัญหาว่าด้วยจักรวรรดินิยมเสรี

Review Article: The Rise and Fall of Empires and the Case for Liberal Imperialismแพทริค โจรี ...ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าจักรวรรดิอังกฤษกำลังจะตาย ยิ่งไม่รู้ไปกันใหญ่ว่ามันยังนับว่าดีกว่าจักรวรรดิรุ่นหลังๆ ที่จะมาแทนที่อยู่มากโขนัก... George Orwell, “Shooting an Elephant” เกริ่นนำ เมื่อไม่กี่ปีก่อน หนังสือเอ็มไพร์ (Empire, 2000) ของไมเคิล ฮาร์ดท์ กับอันโตนิโอ เนกรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงนักวิชาการไทยไม่น้อย มีการจัดสัมมนากันครั้งแล้วครั้งเล่า วารสารหัวเอียงซ้าย ฟ้าเดียวกัน ถึงกับเคยนำเนื้อหาจากการอภิปรายทางวิชาการครั้งหนึ่งมาตีพิมพ์เป็นเรื่องเด่นในฉบับแรกๆ วารสารรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์หลายฉบับก็มีบทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ เนื้อหาโดยย่อของหนังสือพร้อมชีวประวัติของผู้เขียนหลักก็ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เอ็มไพร์ เป็นความพยายามในเชิงทฤษฎีที่จะปรับมาร์กซิสต์ให้เข้ากับสภาพเงื่อนไขของทุนนิยมปลายศตวรรษที่ 20 โดยอัดแน่นไปด้วยการสร้างทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับ “ชีวอำนาจ” (biopower) ของฟูโกต์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถึงกับขนานนามหนังสือที่ตนพิมพ์เล่มนี้ว่าเป็น “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ฉบับใหม่” เลยทีเดียว กล่าวโดยสรุป ข้อถกเถียงของ เอ็มไพร์ ก็คือว่า โลกาภิวัตน์และการแผ่ขยายของทุนนิยมทุกวันนี้ แทรกซอนไปอย่างทั่วถึงเสียจนรูปรอยใดๆ ที่แสดงว่ารัฐชาติยังคงยึดกุมอธิปไตยอยู่นั้นกำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องผิดถนัดที่จะไปเชื่อข้อถกเถียงแนวเสรีนิยม (ที่ถูกรวบความไว้ในหนังสือชื่อดังของฟรานซิส ฟูกูยามา The End of History ...
Posted on February 24 2010 Read more...

รายงาน งานวิจัยท้องถิ่น

Reflectionsเอเชียตะวันออกเฉีนงใต้ศึกษา    เล่มที่ 45 ฉบับที่  2 เดือนกันยายน  2550 การวิจัยภาคสนามก่อนและหลังเกษียณ Yamada Isamu Yamada Isamu, ศาสตราจารย์กิตติคุณ   มหาวิทยาลัยเกียวโต, 28 Miyashiki-cho Hirano, Kita-ku, เกียวโต 603-8365 ก่อนเกษียณ 3 ปี เมื่ออายุ 60 ปี ข้าพเจ้าคิดถึงสิ่งที่ต้องทำก่อนเกษียณ   ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นก็เคยคิดทบทวนมาหลายครั้งแล้วว่าต้องทำนั่นทำนี่ แต่ยังไม่เคยลงมือสักครั้งเพราะงานยุ่ง   วันเกษียณของข้าพเจ้าใกล้จะมาถึงแล้ว  จนกว่าวันนั้นจะมา ข้าพเจ้ามีสิ่งที่ต้องทำมากมาย อย่างเช่นการพิมพ์หนังสือ  การสรุปผลการวิจัยที่ไปทำที่ต่างประเทศ  การเก็บหนังสือ เอกสารและสไลด์ที่ถ่ายมา        แต่เมื่อมองสภาพห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของต่างๆแล้ว ข้าพเจ้าหมดกำลังใจ  และหันกลับมาทำงานอย่างหนักเหมือนเดิม ห้องของข้าพเจ้าที่มหาวิทยาลัยเกียวโตนั้นใหญ่กว่าห้องอาจารย์ท่านอื่นๆ นิดหน่อย มีขนาด  36 ตารางเมตร      เพดานสูงเพราะเป็นตึกเก่า    หนังสือและข้าวของต่างๆ ที่ข้าพเจ้าวางซ้อนทับกันไว้กำลังจะสูงถึงเพดาน จนตู้หนังสือ 30 กว่าตู้ดูเหมือนภูเขาเลากา  ระหว่างหนังสือยังมีซองที่ยังไม่เคยเปิดอ่านและวารสารต่างๆ     นอกจากนั้นยังมีกล่องใส่ไสลด์ประมาณ 100,000 แผ่นซึ่งเก็บไว้ในแฟ้มตามรายการ   ...
Posted on December 13 2009 Read more...

ย้อนอดีตและมองอนาคตของการปกครองด้วยระบอบผู้นำของชนเผ่ามากินดาเนา ในเกาะมินดาเนาตอนกลาง : มุมมองที่ได้เปรียบสี่ด้าน

Retrospect and Prospect of Magindanawn Leadership in Central Mindanao:  Four Vantage Pointsมาร์ค เอส วิลเลี่ยม บริเวณภาคใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ เป็นดินแดนที่ยังมีอิทธิพลการปกครองแบบรัฐสุลต่านมากินดาเนา2 คงปรากฏอยู่อย่างกว้างขวาง หลักฐานที่ชัดเจนคือการที่สเปนตั้งชื่อดินแดนที่เป็นเกาะตอนใต้ทั้งหมดว่า “มินดาเนา” เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา (McKenna 1998, 27) เมื่อพิจารณาจากความเชี่ยวชาญและความกล้าหาญในการปฏิบัติการทั้งด้านทางทหารและภาคเศรษฐกิจรวมเข้าด้วยกันทำให้ระบบการปกครองของชนเผ่า(Magindanawan) แข็งแกร่งจนสามารถต่อต้านการแผ่อำนาจของสเปนได้สำเร็จ ยิ่งกว่านั้นยังสามารถจัดการระบอบการปกครองแบบรัฐสุลต่านอิสลามให้มีความเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับรัฐสุลต่านอื่นๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่าที่เป็นเช่นนั้นได้เป็นเพราะการมีผู้นำทางสังคมและการจัดการระบบการปกครองที่มั่นคง ทั้งระยะก่อน ระหว่างและหลังการโจมตีอย่างรุนแรงของจักรวรรดิสเปนซึ่งรวมระยะเวลาเกือบ 400 ปี จะเห็นได้ว่าช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อสหรัฐอเมริกาซื้อหมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสเปนแล้วก็ตาม ระบอบผู้นำของมากินดาเนาและการปกครองแบบรัฐสุลต่านก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวบ้างเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางการถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบการปกครองแบบอาณานิคมที่อมริกาเข้ามาดูแลก็ตาม  การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแนวคิดจากการมองในมุมกว้างในจุดที่ได้เปรียบ 4 ด้าน ที่ผู้นำชนเผ่ามากินดาเนาได้เคยใช้ในการปรับตัวและยังคงใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ มุมมองที่ได้เปรียบข้อที่ 1: การปกครองด้วยการสืบทอดอำนาจทางสายเลือดราชตระกูลชาวมากินดาเนา  (Magindanawn Royal Bloodline Leadership) หลักฐานที่บันทึกการสืบเชื้อสายของตระกูลที่เรียกว่า tarsila ปรากฎว่าสุลต่าน Sharif Kabungsuwan สืบเชื้อสายมาจากตระกูลผู้สูงศักดิ์ของมาเลย์และยังสามารถสืบสายตระกูลย้อนโยงขึ้นไปถึงพระศาสดามูฮัมมัด (Saleeby 1976) ดินแดนที่สุลต่านปกครองที่ตั้งอยู่ส่วนแม่น้ำตอนบนที่เรียกว่า laya (ชนเผ่า Buayan) และดินแดนที่ตั้งอยู่ส่วนแม่น้ำตอนล่างที่เรียกว่า ilud (ชนเผ่า Magindanao) ผู้นำทั้งสองเผ่าต่างก็อ้างความชอบธรรมตามกฎหมายว่าสืบเชื้อสายมาจากราชตระกูล3 และในแต่ละยุคสมัยของสุลต่านแต่ละองค์นั้น มีการขยายเรื่องราวความยิ่งใหญ่สนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านั้น ...
Posted on December 13 2009 Read more...

Master of Arts Program in Southeast Asian Studies School of Liberal Arts, Walailak University June 2009

Master of Arts Program in Southeast Asian Studies School of Liberal Arts, Walailak University June 2009Master of Arts Program in Southeast Asian Studies School of Liberal Arts, Walailak University June 2009 1. Program Master of Arts Program in Southeast Asian Studies 2. Degree Name Full Name: Master of Arts (Southeast Asian Studies) Abbreviated Name: M.A. (Southeast Asian Studies) 3. Faculty School of Liberal Arts, Walailak University ...
Posted on December 13 2009 Read more...

ภาระกิจที่ต้องใช้เวลาอันยาวนาน: การประเมินเชิงวิพากษ์ความร่วมมือของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการต่อต้านลัทธิก่อการร้าย

A Long Row to Hoe: A Critical Assessment of ASEAN Cooperation on Counter- Terrorismโดย Tatik S Hafidz ประเทศในกลุ่มภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) แต่การก่อเหตุวินาศกรรมของผู้ก่อการร้ายที่เข้าโจมตีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 และการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในเศรษฐกิจโลกของภูมิภาคนี้ ได้ยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายให้สูงขึ้น   ก่อนที่จะเกิดเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 นั้น ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ได้เผชิญกับความท้าทายจากลัทธิก่อการร้ายที่เข้ามารุกล้ำในดินแดนของตน ในรูปแบบของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือมากกว่า แต่การเป็นผู้นำในการทำสงครามต่อต้านสัทธิก่อการร้ายทั่วโลกของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีบุช ได้วางกรอบให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น ”ปราการด่านที่สอง” ในกรณีที่มีเหตุการณ์หรือการกระทำใดๆ ในภูมิภาคนี้ที่จะมีแนวโน้มถึงการปฏิบัติการก่อการร้าย  ยิ่งกว่านั้นเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ยังได้ทำให้เกิดเงื่อนไขหลายประการในการพัฒนา “ขบวนการใต้ดิน” เช่น เครือข่ายลัทธิก่อการร้ายข้ามชาติทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังชี้ให้เห็นถึงความคิดริเริ่มอันหลากหลายจากภายในและภายนอกภูมิภาคโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะถอนรากถอนโคนลัทธิก่อการร้ายและอาชญากรข้ามชาติให้หมดไปจากภูมิภาคแห่งนี้ จากข้อเขียนที่ปรากฎอยู่เกี่ยวกับการคุกคามของลัทธิก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อเขียนบางเล่มได้เจาะลึกถึงกลไกและมาตรการในการรับมือกับการถูกคุกคามข่มขู่ ตลอดจนประเมินถึงความพอดีและประสิทธิภาพของกลไกนั้น ๆ เอกสารเหล่านี้มีจุดประสงค์ 2 ประการด้วยกันคือ พยายามที่จะวิเคราะห์หาข้อมูลเบื้องต้นการร่วมมือของภูมิภาคนี้เพื่อต่อสู้กับลัทธิก่อการร้ายโดยผ่านความร่วมมือจากสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)  จุดประสงค์ต่อไปคือพยายามสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการมองให้ลึกซึ้งถึงความซับซ้อนซึ่งบ่อยครั้งสร้างความเข้าใจผิดขององค์กร และกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ...
Posted on December 13 2009 Read more...

บทความวิจารณ์ ”จักรวรรดิ”อเมริกา, “รัฐอันธพาล”, และลัทธิอิสลาม

Empire, Rogue States, Islamism: A Review Essay Takashi Shiraishi *D.C.B. Lieven, Empire: The Russian Empire and its Rivals (New Haven and London: Yale University Press, 2001), 512 pp. *Bob Woodward. Bush at War. Inside the Bush White House (New York: Simon and Schuster, 2002), 384p *Robert S. Litwak. Rogue States and U.S. Foreign Policy: Containment After the Cold War (Baltimore and London: Johns ...
Posted on December 13 2009 Read more...

รากเหง้าทางสังคมและอำนาจทางการเมืองของกลุ่ม “ผู้กล้า” (กลุ่มเหนือกฏหมาย) ในมาดูรา

The Social Origins and Political Power of Blaters (Thugs) in Maduraโดย อับดุร โรซากิ สิ่งแรกที่คนคิดและพูดถึงชาวมาดูเรส คือ ชนเผ่าที่นิยมความรุนแรงและเป็นกลุ่มคลั่งศาสนา ซึ่งตามทฤษฎีแล้วคำนิยามสองคำข้างต้นนอกจากจะมีความหมายต่างกันแล้วยังน่าจะเป็นคนที่อยู่คนละฝ่ายอีกด้วย เพราะคนที่เคร่งศาสนามักจะดำเนินชีวิตอย่างสมถะ หลีกเลี่ยงการประกอบกรรมชั่วและการกระทำรุนแรง ในทางกลับกันคนที่คุ้นชินกับการใช้ความรุนแรงมักมีวิถีชีวิตห่างไกลจากความเรียบง่ายและสมถะ แม้ว่าแนวทางปฏิบัติดังที่ปรากฏจริงในสังคมซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมักจะไม่ตรงตามทฤษฎีเสมอไป อย่างไรก็ดีในบริบททางวัฒนธรรม  จะเห็นได้ว่าทั้งการใช้ความรุนแรงและคลั่งศาสนาย่อมไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไร้เหตุผล แต่มักจะมีความเกี่ยวพันโยงใยกับอำนาจและผลประโยชน์ในโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้ลัทธิการใช้ความรุนแรงดำรงอยู่ได้(Foucault:2002) เรื่องความรุนแรงและเคร่งศาสนานี้นับว่าเป็น “ทายาท” ทางวัฒนธรรมของมนุษย์ ความรุนแรงอาจจะแบ่งแยกออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับบริบทและเจตนาที่แตกต่างกันไป ดังเช่น วิธี carok หมายถึงประเพณีของชนเผ่ามาดูเรสที่นิยมแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการใช้ความรุนแรง  จุดจบของคนที่ร่วมในกระบวนการที่ใช้ความรุนแรงนี้หนีไม่พ้นการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอารมณ์และความรู้สึกคั่งแค้นที่ถูกหมิ่นหยามศักดิ์ศรีและเกียรติยศของพวกเขา ชาวมาดูเรสใช้วิธี carok เมื่อรู้สึกว่าตนถูกเหยียดหยามและดูแคลนหรือเมื่อรู้สึกว่าต้องป้องกันตัวหรือเมื่อถูกทำร้าย เมื่อใดที่ความโกรธทวีขึ้นเป็นความอัปยศอดสู (maloh หรือ todus) ชาวมาดูเรสจะใช้วิธี carok เป็นเครื่องมือในการตัดสินและขจัดความขัดแย้ง ดังสุภาษิตของชาวมาดูเรสที่ยึดถือกันว่า “ango’ an pote tolang etembang pote matah” แปลตรงตัวว่า “มีกระดูกขาวเสียยังดีกว่าตาขาว” ซึ่งหมายความว่า “ชีวิตปราศจากความหมายหากไร้ศักดิ์ศรี” ความรู้สึกอับอายที่อัดแน่นรุนแรงในใจจนกลายเป็นความอัปยศอดสู (maloh) ทำให้ต้องใช้วิธี carok นั้น มักจะเกี่ยวข้องกับภรรยาของพวกเขาเป็นส่วนมาก ชายชาวมาดูเรสจะต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตนโดยการใช้วิธี carok เมื่อภรรยาของเขาถูกระราน ...
Posted on December 13 2009 Read more...

รายงาน งานวิจัยท้องถิ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เล่มที่ 44 ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน 2549 นักเลง ความรุนแรง และ ไสยศาสตร์

Yakuza, Violence and Shamanic PowersMasaaki Okamoto * * Masaaki Okamoto, ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต เมื่ออยู่อำเภอ A  จังหวัด Serang Banten   ผมได้พบคุณยายอายุเกิน 60 ปี   ในขณะที่โล้บนเก้าอี้โยก คุณยายกล่าวว่า  “ เป็นผู้ชายแล้ว มีเมียอย่างน้อยก็ 10 คนซิ  ฮา! ฮา! ฮา!”    ถ้าผู้ชายพูดอย่างนี้ ผมอาจจะไม่แปลกใจเท่าไร เพราะผู้ชายชาวมุสลิมสามาถมีภรรยาได้ถึง 4 คน   แต่ผมประหลาดใจที่ได้ยินคำนี้จากผู้หญิง    ส่วนหนึ่งของความสนุกของอาณาบริเวณศึกษา คือการละลวยสับสนเมื่อพบกับบทสนทนาในชีวิตประจำวันของคนในท้องถิ่นซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของนักวิจัย         คำที่คุณยายพูดออกมาก็เช่นนั้น  ผมไม่เข้าใจจริงๆ ! สามีของคุณยายเป็น Jawara      คำว่า Jawara แปลว่านักเลงที่เปลี่ยบกับพวกยากูซ่าญี่ปุ่น      ที่ ...
Posted on December 13 2009 Read more...

HINABING PANAGINIP (DREAMWEAVERS)

HINABING PANAGINIP (DREAMWEAVERS)SYNOPSIS “Hinabing Panaginip” is a documentary  on the T’boli of Lake Sebu, an indigenous people living in South Cotabato in southern Philippines.  A  people renowned for their artistry, the T’boli are among the few indigenous groups that have kept their artistic traditions alive, inspite of incursions from the lowlands.  But  it is a constant struggle, ...
Posted on December 13 2009 Read more...

ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น-อินเดีย และนักปฏิวัติอินเดียในประเทศไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม: บริบทลัทธิรวมทวีปเอเชียทั้งหมด

Thai-Japan Indian Unity & Indian Revolutionaries in Phibulsongram’s Thailand: The Context  of  Pan–Asian Naionalism in Asia โดย Lipi Ghosh ในช่วงทศวรรษที่ 40 เป็นช่วงที่ลัทธิรวมทวีปเอเชียทั้งหมด (Pan-Asianism) กำลังมีความรุนแรงหมู่ประเทศในเอเชีย ซึ่งตกอยู่ภายใต้การครอบงำโดยจักรวรรดินิยมและอาณานิคมตะวันตก ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่เราประสบเหตุการณ์เกี่ยวกับนักปฏิวัติอินเดียในต่างประเทศ  Pan-Asianism โดยความหมายทั่วไป หมายถึง แนวความคิดและการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ซึ่งเรียกร้องให้เกิดความสมัครสมานของชาวเอเชียเพื่อต่อต้านอิทธิพลตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20  ในประเทศญี่ปุ่น Pan-Asianism มีอิทธิพลสำคัญต่อเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น และถือเป็นการตอบสนองอุดมการณ์ในการขยายกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปี 1945 โดยใช้นิยามว่า Asianism หรือ Greater Asianism  ในอีกทางหนึ่ง Pan-Asianism เป็นอุดมการณ์ ที่เห็นว่าประเทศในเอเชียและชาวเอเชียซึ่งมีค่านิยมและประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกัน ควรรวมตัวกันทางการเมืองหรือวัฒนธรรมบนพื้นฐานของจิตวิญญาณความเป็นเอเชีย (spirit of Asianism) ในช่วงเดียวกันนั้น ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น และชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในไทยก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตวิญญาณใหม่ของ Pan-Asianism  ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมากต่อนักปฏิวัติอินเดียที่อาศัยอยู่ในไทย โดยนักเคลื่อนไหวอินเดียสามารถตั้งโครงการและการร่วมทุนเพื่อต่อต้านอาณานิคมได้อย่างดี รายงานฉบับนี้ซึ่งอ้างอิงถึงการเคลื่อนไหวปฏิวัติของชาวอินเดียในประเทศไทย พยายามตอบคำถามสำคัญ คือ การช่วยเหลือนักปฏิวัติอินเดียเป็นการริเริ่มของไทยเอง หรือ เป็นการผลักดันโดยญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังพยายามเปรียบเทียบผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ได้แก่ นาย Subhas Chandra Bose ...
SEO Powered by Platinum SEO from Techblissonline