วัฒนธรรมดนตรีของอินโดนีเซียในยุคอาณานิคมที่นำเสนอใน [เสียงจาก NIROM; Soeara  NIROM]


Susumu Takonai

TOC.html

TABLE OF CONTENTS

ENGLISH   

 

บทนำ


    ในเดือนมีนาคมปี1942 สถานีวิทยุกระจายเสียงส่วนกลางแห่งรัฐบาลอีสต์อินเดียได้ถูกสั่งปิดโดยฝ่ายข่าวสารของกองทัพญี่ปุ่น,และถูกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมกระจายเสียงหลังจากมาเป็นระยะเวลากว่า9ปี สถานีวิทยุกระจายเสียงที่กล่าวถึงนี้คือNIROM (Nederlands Indische Radio Omroep Maatschappji; บริษัทวิทยุกระจายเสียงอีสต์อินเดียฮอลันดา)

   
NIROM ทำการกระจายเสียงในภาษาฮอลันดาสำหรับชาวตะวันตก (การกระจายเสียงอันดับหนึ่งหรือการกระจายเสียงตะวันตก:Omroep begin ke-Baratan) และภาษาอินโดนีเซียสำหรับชาวอินโดนีเซีย (การกระจายเสียงอันดับสองหรือการกระจายเสียงตะวันออก:Omroep begin ke-Timoeran) รวมถึงออกนิตยสารแจ้งรายการให้กับแฟนรายการเป็นระยะอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่นิตยสารภาษาอินโดนีเซียชื่อ “เสียงจาก NIROM(Soeara NIROM)” ที่จัดพิมพ์ที่สุราบายา ในลำดับต่อไปจะมาดูถึงนิตยสาร “เสียงจาก NIROM” ว่าเป็นนิตยสารอย่างไร

    เมื่อลองพลิกดูในนิตยสาร“เสียงจากNIROM” โดยยกเอาตัวอย่างฉบับที่20ของปี1936, หน้าปก(ภาพที่1)เป็นภาพโฆษณาเครื่องรับวิทยุฟิลิปส์รุ่น951Aและภาพวายัง โอรัง(Wayang Orang) ในหน้าต่อมาคือสารบัญ(Penoendjoek Katja/Inhoud), ต่อด้วยเนื้อหา“จากฝ่ายขายการกระจายเสียงตะวันออก(Pengoeroes Omroep ke-Timoeran)”, “ข่าวจากNIROM(Berita NIROM)”, “คอลัมภ์เรียนภาษาอังกฤษ(Radio Cursus bahasa Inggris)”, “รายการหมู่เกาะ (Archipel programma)”, “การสนทนาไมโครโฟนการกระจายเสียงอันดับสองNIROMสุราบายา(Causerie Microfoon NiromⅡ-Soerabaia)”, “เพลงที่เคยเรียน(Tembang-tembang jang telah dipeladjarkan)”, “การออกกำลังกาย(Gymnastiek)”, “คอลัมภ์สอนศาสนาคริสต์(Penerangan boeat Causerie Agama Nasranie)”, “โลกวิทยุ(Doenia Radio), “มุมเยาวชน(Taman Poetra;เนื้อหาเป็นอักษรไขว้”ในหน้า3-11, จากหน้า12จนถึงหน้า43ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายเป็นผังรายการของแต่ละสถานีกระจายเสียง  ในนิตยสารฉบับปี1942 มีจำนวนโฆษณาทั่วไปเพิ่มมากขึ้นกว่าในนิตยสารฉบับปี1936 พร้อมทั้งมีนิยายปรัมปราต่างๆของจีนลงเอาไว้ด้วย จากการที่เป็นนิตยสารบันเทิงที่ถูกเรียบเรียงโดยยึดเนื้อหาผังรายการเป็นหลักและจากการที่มีภาพของวงดนตรีและนักร้องถูกตีพิมพ์มากมาย ก็สามารถกล่าวได้ว่า  “เสียงจากNIROM”คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อนัยยะในการยืนยันได้ด้วยสายตาเกี่ยวกับสภาพของวัฒนธรรมทางดนตรีในช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง

    บทความนี้จะทำการเรียบเรียงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมวลชนของอินโดนีเซียในช่วงยุคอาณานิคมอย่างคร่าวๆแล้วจับปรเด็นที่ผังรายการเพลงโดยเน้นผังรายการของ“เสียงจาก NIROM”มาทำการพิจารณา,วิเคราะห์ถึงแนวทางของผังรายการเพลงโดยการรวบรวมจำนวนแยกตามสถานีและประเภทของดนตรีและความถี่ของดนตรีที่ถูกออกอากาศเพื่อนำเสนอถึงสภาพของวัฒนธรรมดนตรีในช่วงยุคอาณานิคมอินโดนีเซียอย่างเป็นรูปธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเราสามารถยืนยันลักษณะทางสังคมของพื้นที่ในยุคนั้นได้โดยผ่านทางวัฒนธรรมดนตรีได้จากการจัดรวบรวมแนวทางของดนตรีในแต่ละพื้นที่ให้มีความชัดเจน เหตุผลที่ผู้เขียนจับประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของวัฒนธรรมทางดนตรีในช่วงเวลาดังกล่าวมีสามข้อดังต่อไปนี้

    ประการแรกคือความสำคัญของช่วงเวลาดังกล่าวในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมทางดนตรีของอินโดนีเซีย ช่วงปี1930ถือได้ว่าเป็นยุคมืดสำหรับการเคลื่อนไหวของระบอบประชาธิปไตยอินโดนีเซีย แต่ในทางกลับกันนั้นถือได้ว่าเป็นยุคที่เปิดศักราชทางด้านวัฒนธรรมทางดนตรีสมัยใหม่ สื่อมวลชน,วิทยุและแผ่นเสียงต่างๆที่ได้มีการคิดค้นพัฒนาขึ้นในยุโรปและอเมริกาในช่วงปลายของศตวรรษที่19ได้ถูกนำเข้ามาสู่อินโดนีเซียภายใต้ระบอบอาณานิคมด้วยเช่นกัน ทำให้รูปแบบของวัฒนธรรมทางดนตรีไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรดนตรี, การบริโภคดนตรี หรือความนิยมของดนตรีต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย และหากจะมองจากนัยยะของการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของวัฒนธรรมรัฐและมวลชนของอินโดนีเซียรวมถึงการการเป็นมวลชนของดนตรีแล้วนั้นก็ถือได้ว่าวัฒนธรรมทางดนตรีของยุคนี้มีค่าที่จะนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน

    ข้อสองความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องที่มีต่อบันทึกทางประวัติศาสตร์ของdangdut ดนตรีที่ได้รับความนิยมซึ่งเป็นตัวแทนของอินโดนีเซียสมัยใหม่ dangdutเป็นดนตรีที่มีที่มีพื้นฐานมาจากดนตรีมลายู(musik melayu)โดยได้ผสมผสานและพัฒนาจากองค์ประกอบทางดนตรีหลายๆแขนง ถือได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะระบุคำจำกัดความอย่างคร่าวๆเนื่องจาก มลายูนั้นมีนัยยะมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาพรวมทางวัฒนธรรม,แนวความคิดหรือลักษณะของการเป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่การตีความ สำหรับบทความนี้จะนำเสนอในนัยยะเกี่ยวกับความเป็นชนกลุ่มน้อยของผู้คนที่พูดภาษามาเลย์และนับถือศาสนาอิสลามซึ่งอาศัยอยู่ในเขตกาลิมันตันตะวันตกของคาบสมุทรสุมาตราตะวันออกและแหลมมลายูเป็นหลัก ดังนั้นดนตรีมลายูนั้นจึงไม่มีข้อจำกัด แต่บ่งชี้ถึงดนตรีโดยรวมที่บรรเลงโดยคนมลายูในแต่ละพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ดนตรีพื้นเมืองแต่เป็นดนตรีหลังช่วงปลายศตวรรษที่19เป็นต้นมาที่มีการนำเอาเครื่องดนตรีตะวันตกเช่นไวโอลินหรือฮาร์โมเนี่ยม(ที่จะได้กล่าวถึงภายหลัง)มาใช้ในการบรรเลงประกอบด้วย ในบันทึกประวัติของdangdut นั้นผู้เขียนได้หยิบยกเรื่องการเติบโตพัฒนาของดนตรีมลายูตั้งแต่ปลายศตวรรษที่19จนถึงยุคปี1960ภายใต้การตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการนำเสนอการพัฒนาและการซึมซับดนตรีมลายูในอินโดนีเซีย แต่เกี่ยวกับลักษณะของดนตรีมลายูตั้งแต่ช่วง1920จนถึงครึ่งแรกของช่วงปี1940 นั้นมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนหลายประการหลงเหลืออยู่ ดังนั้นการนำเสนอถึงการพัฒนาของดนตรีมลายูในยุคที่สื่อรุ่งเรืองโดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ก็คือจุดประสงค์หนึ่งของบทความชิ้นนี้

  
ข้อสามคือการตรวจทานการประเมินเกี่ยวกับดนตรี (Kroncong)งานวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมดนตรีอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะกล่าวเกี่ยวกับดนตรีkroncong Tuchiya Kenjiซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นชาติอินโดนีเซียกับดนตรีkroncongนั้นได้หยิบยกดนตรีชนิดนี้ในฐานะรายการวิทยุที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นวิทยุกระจายเสียงเมื่อปี 1952 และพิจารณาเกี่ยวกับขั้นตอนที่ได้เปลี่ยนแปลงดนตรีซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นดนตรีที่ไม่ปรากฎสัญชาติที่แน่ชัดของดนตรีประเภทนี้จนได้กลายเป็นดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซียและมวลชน รวามทั้งเป็นสิ่งที่ชี้นำสังคมไปแล้วโดยปริยาย[Tsuchiya 1991:111-144] โดยที่เขาได้ประเมินว่า ดนตรีkroncongนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันของวัฒนธรรมต่างๆในอินโดนีเซียคืบหน้าไปในระดับรากหญ้า [จากหนังสือเล่มเดียวกัน 1992:115] แต่ Tsuchiyaนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงที่มาอันเป็นรูปธรรมว่าดนตรี kronchongนั้นถูกจัดให้อยู่ในสถานะใดในวัฒนธรรมดนตรีของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งผ้เขียนหวังว่า การพิจารณาและวิเคราะห์ในงานชิ้นนี้จะสามารถทำให้ข้อสงสัยเหล่านั้นกระจ่างชัดขึ้นมาได้

    อนึ่งเมื่อผู้เขียนได้ลองดูนิตยสาร “เสียงจากNIROM” ที่ได้มานั้นถือว่าเป็นส่วนน้อยนิดของนิตยสารทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ได้คาดคิดว่าเนื้อหาในบทความชิ้นนี้จะสามารถทำให้ภาพโดยรวมของวัฒนธรรมดนตรีอินโดนีเซียตั้งแต่ปี1934 จนถึงปี1942 มีความชัดเจนได้ทั้งหมด ในอุดมคติแล้วควรที่จะทำการตรวจทานนิตยสารทุกฉบับและแม้นว่าจะมีข้อจำกัดหลายประการอย่างไรก็ตาม แต่ก็คาดว่าน่าจะสามารถนำเสนอข้อมูลที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมดนตรีในยุคสมัยนั้นได้ นอกจากนี้ ถือว่าเป็นความบังเอิญที่วิทยุกระจายเสียงในปี1936 และปี 1942 นั้นมีความแตกต่างกันในรายละเอียดดังที่จะได้นำเสนอในเนื้อหาต่อไป อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันในบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศซึ่งรายล้อมรัฐบาลอิสต์อินเดียที่ปกครองอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย จึงทำให้ผู้เขียนคิดว่าการพิจารณาและวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของรายการดนตรีในระยะเวลาทั้งสองช่วงนั้นในนัยยะการเปรียบเทียบนั้นมีคุณค่าเพียงพอ

Ⅱวิทยุกระจายเสียงในสมัยอิสต์อินเดียเขตอาณานิคมฮอลันดา


การเติบโตของวิทยุในอิสต์อินเดียเขตอาณานิคมฮอลันดา

การกระจายเสียงทางวิทยุเริ่มเติบโตขึ้นที่อเมริกาในยุค 1920 นั้นขยายตัวอย่างเร็วในอิสต์อินเดียเขตอาณานิคมฮอลันดา เป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาลฮอลันดาที่ถูกให้ความสำคัญในฐานะวิธีการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศเจ้าอาณานิคมกับประเทศในอาณานิคมต่างๆในต่างแดน ในวันที่16มิถุนายน1925 BRV(Bataviache Radio Vereniging) สถานีกระจายเสียงวิทยุสมัครเล่นของชาวฮอลันดาได้เริ่มทำการกระจายเสียงเป็นครั้งแรกในอีสต์อินเดียเขตปกครองฮอลันดา และSRV(Solosche Radio Verening)สถานีกระจายเสียงโดยชาวอินโดนีเซียแห่งแรกได้ถูกก่อตั้งขึ้นในโซโลในวันที่1เมษายน1933 ว่ากันว่าในช่วงกลางยุค1930มีสถานีวิทยุกระจายเสียงสมัครเล่นในเกาะชวาถึง 30 สถานีเลยทีเดียว [McDaniel 1994:30]

   
ในปี 1934รัฐบาลอีสต์อินเดียได้เริ่มประกาศใช้ “กฎหมายวิทยุ (Radiowet)เพื่อควบคุมสถานีกระจายเสียงทั้งหมด ทุกสถานีกระจายเสียงจะได้รับการจัดสรรคลื่นกระจายเสียงเป็นการเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดการกระจายเสียงซ้ำซ้อนกับสถานีอื่น และถูกจำกัดแรงส่งของการกระจายเสียงให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดอีกด้วย  เมื่อวันที่1เมษายน1934 รัฐบาลอีสต์อินเดีได้จัดตั้งNIROM เครือข่ายการกระจายเสียงทั่วประเทศขึ้น โดยได้รวมเอาสถานีกระจายเสียงต่างๆในแต่ละพื้นที่ของเกาะชวาเข้าไว้ในเครือข่ายกระจายเสียงNIROMนี้ด้วย ในปี1935การกระจายเสียงของNIROM สามารถรับฟังได้ในทุกพี้นที่ของเกาะชวา และตั้งแต่ช่วงหลังยุค1930เป็นต้นมาในทุกพี้นที่ของอิสต์อินเดียเขตปกครองฮอลันดาก็สามารถรับสัญญาณการกระจายเสียงได้
   
สิ่งที่รองรับการเติบโตของการกระจายเสียงวิทยุในยุคปี1930คือการขยายตัวของธุรกิจแผ่นเสียง(Grammophon) หลังจากช่วงต้นปี1900บริษัทกราโมโฟนของอังกฤษ (The Gramophone Co.)หรือ เบก้าของเยอรมัน(Beka), หรือ โอเดออน(Odeon) ได้ทำการบันทึกเสียงเพลงkroncongหรือเพลงกัมรันต่างๆลงเป็นแผ่นเสียงเป็นจำนวนมาก[Tan1996/97:2] พบว่าแผ่นเสียงเพลงท้องถิ่นที่ถูกผลิตขึ้นในมลายูเขตปกครองอังกฤษและอิสต์อินเดียเขตปกครองฮอลันดานับถึงปี1942นั้นมีจำนวนมากถึงหนึ่งหมื่นแผ่นเลยทีเดียว[Yampolsky 1991:1] วิทยุกระจายเสียงสำหรับธุรกิจแผ่นเสียงนั้นถือว่าเป็นสื่อกลางสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตแผ่นเสียงและผู้บริโภคอีกทั้งยังเป็นสื่อที่ขาดไม่ได้ในการโฆษณาอีกด้วย ในอีกด้านหนึ่งแผ่นเสียงที่รับประกันให้การดำเนินรายการเป็นไปด้วยความคงที่นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุก็ว่าได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างวิทยุกระจายเสียงและธุรกิจแผ่นเสียงเป็นความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกัน

     NIROMในช่วงเริ่มต้นนั้นทำการกระจายเสียงโดยเน้นที่รายการสำหรับชาวตะวันตกเป็นหลัก แต่ตั้งแต่วันที่1มกราคม1935เป็นต้นมา NIROMได้จ่ายเงินช่วยเหลือให้กับสถานีวิทยุชาวอินโดนีเซีย(ซึ่งมีชื่อทางการว่าสถานีวิทยุตะวันออก:Radio Ketimoeran) และเริ่มใช้นโยบายทำการกระจายเสียงรายการตะวันออกที่จัดขึ้นโดยสถานีวิทยุแห่งนี้ในฐานะการกระจายเสียงลำดับที่สองIROM [Wild 1987:21] แต่เนื่องจากสถานีตะวันออกโดยส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหาในเรื่องที่เงินลงทุนไม่เพียงพอเรื้อรังจึงได้ตอบรับข้อเสนอนี้โดยทันที แต่ว่าในปี1936 NIROMได้ออกนโยบายใหม่ในการออกอากาศโดยกำหนดให้ทุกสถานีตะวันออกทำการกระจายเสียงรายการที่NIROMสร้างโดยตรงจากสถานีสุราบายาในปีถัดมา ซึ่งสถานีตะวันออกได้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อย่างรุนแรง และSutardjo Kartohadikusumoได้ยกปัญหานี้ต่อรัฐสภาVolksraad ผลจากการหารือกันหลายครั้งรัฐบาลอีสต์อินเดียได้สัญญาว่าในอนาคตที่จะโอนสิทธิ์ของการกระจายเสียงตะวันออกของNIROMเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสถานีวิทยุตะวันออก


   

วันที่28มีนาคม1937สมาคมวิทยุกระจายเสียงตะวันออก(PPRK:Perikatan Perkumpulan Radio Ketimoeran)ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสถานีวิทยุตะวันออก6 สถานีได้ถูกก่อตั้งขึ้น แต่การเจรจาเกี่ยวกับการโอนสิทธิ์ของการกระจายเสียงตะวันออกนั้นดำเนินไปไม่ราบรื่น เนื่องจากเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินสนับสนุน เมื่อวันที่30มิถุนายน1944 สองปีหลังจากการจัดตั้ง PPRK สิทธิของการกระจายเสียงตะวันออกนั้นได้ถูกโอนจาก NIROMไปสู่ PPRKอย่างเป็นทางการ และในวันที่1พฤศจิกายนในปีเดียวกันได้เริ่มทำการกระจายเสียงวิทยุอย่างเต็มรูปแบบหลังสิ้นสุดพิธีถือศีลอด ซึ่งอาจถือได้ว่าวันนั้นเป็นทั้งวันเริ่มต้นการกระจายเสียงทางวิทยุอย่างเป็นทางการสำหรับชาวอินโดนีเซียโดยชาวอินโดนีเซียได้ด้วยเช่นกัน แต่การกระจายเสียง PPRK นั้นก็ดำเนินต่อได้ไม่นาน PPRK ได้ถูกสั่งปิดลงโดยฝ่ายข่าวสารของกองทัพญี่ปุ่นพร้อมกันกับNIROMเป็นการสิ้นสุดประวัติการกระจายเสียงด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งปีกับห้าเดือนเท่านั้น


การรับฟังการกระจายเสียงวิทยุในอิสต์อินเดียเขตอาณานิคมฮอลันดา

เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าประชาชนที่มีถิ่นพำนักในอิสต์อินเดียเขตปกครองของฮอลันดารับฟังการกระจายเสียงทางวิทยุอย่างไรนั้น นวนิยายมวลชนในช่วงเวลาดังกล่าวได้บอกกล่าวข้อมูลอันมีค่าต่อพวกเรา หนึ่งในนั้นได้แก่นวนิยายเรื่อง“การกระจายเสียง NIROM(Zender NIROM)”ของดัมเฮอร์(A.Damhoer)ซึ่งจัดพิมพ์ในปี1940ที่เมดาน นวนิยายเรื่องนี้เขียนถึงความรักสามเศร้าของพี่น้องสองสาวที่ทางสถานีกระจายเสียงบาตาเบียและสถานีกระจายเสียงเมดานเพื่อเฟ้นหาเสียงร้องของนักรัองที่ต้องการโดยอาศัย“เสียงจากNIROM” ซึ่งในเนื้อเรื่องก็มีนักร้องkroncongที่โด่งดังในช่วงเวลาดังกล่าวปรากฎอยู่ด้วยโดยใช้ชื่อจริงเสียงจริง สถานีNIROMเมดานทำการกระจายเสียงไม่ใช่เฉพาะในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้นแต่ยังมีจดหมายจากแฟนรายการจากคาบสมุทรมาเลย์,ไทยหรือพม่าอีกด้วย จากข้อมูลต่างๆข้างต้นทำให้เราได้รู้ว่าวิทยุกระจายเสียงนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชนไปแล้ว

    และแน่นอนว่า จำนวนเครื่องรับที่รับฟังสัณญานการกระจายเสียงของอีสอินเดียเขตปกครองของฮอลันดานั้น(ตาราง1) นั้นเทียบไม่ได้กับประเทศต่างๆเช่นอเมริกา เปอร์เซนต์ของการมีวิทยุหากคำนวณโดยใช้จำนวนประชากรทั้งหมดในเขตการปกครองในปี1930ซึ่งอยู่ที่ 60,727,233คนเป็นฐานแล้ว ยอดณ.ปี1940นั้นจะมีเพียง 0.17%เท่านั้น แต่เนื่องจากการที่อาจเป็นไปได้ว่าเครื่องรับวิทยุเพียงเครื่องเดียวนั้นสามารถรับฟังได้มากกว่าหนึ่งร้อยคนทำให้สามารถประมาณการณ์ได้ว่ายอดของผู้รับฟังในความเป็นจริงนั้นอาจมีจำนวนมากกว่าตัวเลขที่ได้ปรากฏก็เป็นได้ วิทยุนั้นได้เริ่มเป็นที่ตระหนักอย่างกว้างขวางจากสังคมอินโดนีเซียในฐานะของสื่อที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมเพลงใหม่ๆแล้ว


วัฒนธรรมดนตรีที่เขียนใน “เสียงจาก NIROM”


    บทนี้จะกล่าวถึงสภาพของรายการเพลงใน“เสียงจากNIROM” และจากการที่การผลิตรายการตะวันออกตั้งแต่หลังปี1935นั้นได้ถูกโอนไปให้สถานีวิทยุตะวันออกแล้วดังที่ได้กล่าวข้างต้น รายการเพลงที่ได้หยิบยกมาในบทนี้นั้นสามารถกล่าวได้ว่าได้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของวัฒนธรรมดนตรีของอินโดนีเซียในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้อย่างดีทีเดียว แต่ก็มีรายการบางส่วนที่ไม่อยู่ในตัวอย่างข้างต้นเช่นสถานีกระจายเสียงบันดุงและสุราบายาซึ่งเป็นรายการที่NIROMทำการผลิตรายการต่างๆเองโดยตรง สำหรับการวิเคราะห์รายการของสถานีออกอากาศต่างๆเหล่านี้นั้นจำเป็นต้องทำการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่จากตารางข้างล่างเหล่านี้นั้นไม่สามารถจับได้ถึงแนวโน้มเกี่ยวกับการใช้แรงกดดันของรัฐบาลอีสต์อินเดียต่อการสร้างสรรรายการเพลงของทั้งสองสถานีดังกล่าวได้แต่อย่างใด

   

ข้อมูลในตารางที่3 นั้นได้รวบรวมถึงหลักของการออกอากาศของแต่ละสถานี, คลื่นความถี่,เวลาในการออกอากาศ ในจำนวนคลื่นความถี่ที่ถูกใช้ในการออกอากาศคลื่นความถี่ที่เกิน100mนั้นเป็นคลื่นความถี่สำหรับทำการออกอากาศในเขตพี้นที่หลักส่วนใหญ่คือในเขตหัวเมืองรอบๆ(Pemantajar Kota),ส่วนคลื่นความถี่ที่น้อยกว่า 100m นั้นเป็นคลื่นความถี่สำหรับการออกอากาศในพื้นที่นอกประเทศ(Pemantjar Archipel) ต่อไปจะพิจารณาถึงรายละเอียดของรายการเพลงในปี1936และปี1942  อนึ่งจากการที่ประเภทของเพลงที่ตีพิมพ์ในนิตยสารนั้นส่วนใหญ่จะเน้นเพลงสามประเภทได้แก่ ดนตรีkronchong, ดนตรีมลายู, ดนตรีอาหรับ (Gamboes) ชื่อนักร้อง, ชื่อเพลง, ชื่อวงดนตรีจะแสดงแยกในแต่ละตารางซึ่งเป็นข้อมูลใน“เสียงจากNIROM”


1. ปี1936

    ตารางที่4เป็นการแสดงยอดของเนื้อหารายการของแต่ละสถานีกระจายเสียงตั้งแต่วันที่16ตุลาคม-31ตลุาคมปี1936 และตารางที่5นั้นได้ทำการคำนวณอัตราเปรียบเทียบระหว่างรายการเพลงกับรายการอื่นๆโดยใช้ข้อมูลในตารางที่4เป็นหลัก  โดยได้ทำการแยกประเภทเพลงในรายการเพลงออกเป็นเพลงหลักๆ6ประเภท(เพลงkroncong, เพลงชวา, เพลงซุนดา, เพลงมลายู, เพลงจีน, เพลงอาหรับ) กับเพลงประเภทอื่นๆ   และเนื่องจากอาจมีความเป็นไปได้ที่แม้นว่าจำนวนรายการจะมากแต่ระยะเวลาในการออกอากาศอาจน้อย ดังนั้นจึงได้ทำการคำนวณเวลาในการกระจายเสียงโดยแยกในแต่ละสถานีดังข้อมูลตามตารางที่6ส่วนข้อมูลในตารางที่7นั้นแสดงอัตราส่วนของเวลากระจายเสียงรายการเพลงเปรียบเทียบกับรายการอื่นเช่นเดียวกับข้อมูลในตารางที่ 5

    เกี่ยวกับประเภทของรายการเพลงที่แสดงในตารางที่ 4 และตารางที่6นั้นจำเป็นต้องมีคำอธิบายประกอบหลายอย่าง อันดับแรกคือดนตรีkroncongที่ได้มีการกล่าวถึงบ่อยๆเป็นดนตรีผสมผสานที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีโปรตุเกสซึ่งพัฒนามาจากตอนกลางของเขตTuguทางตอนหนือของบาตาเบียหลังศตวรรษที่16และไม่ได้เป็นดนตรีเฉพาะของกลุ่มชนเชื้อชาติใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ในเนื้อหาต่อๆไปในบทความนี้จะหมายถึงดนตรีพื้นเมืองพิเศษจากดนตรีซุนดะถึงดนตรีมานาโด, Gandroengคือดนตรีพื้นเมืองของบานิววากิชวาตะวันออก ,Gambang Kromong เป็นดนตรีจีนแผ่นดินใหญ่ที่พัฒนามาจากการดูดซึมปัจจัยของดนตรีต่างๆเช่นดนตรีkroncongในอันซัมบูนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสังคมคนเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในบาตาเบีย, Tiong Hwaคือดนตรีจีน, อาหรับ& Gamboes(Arab&Gamboes)หมายถึงดนตรีอาหรับ, ส่วนเรดิโอโทเนียล(Radiotooneel)นั้นไม่ใช่ประเภทของดนตรีแต่หมายถึงละครวิทยุ, คอมเมเดี้ยนสุตัมบ์หรือโทนีล(Tonil)ซึ่งเป็นละครมวลชนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในแต่ละพื้นที่ของอินโดนีเซียโดยถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่19นั้นได้ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปสู่วิทยุซึ่งเป็นสื่อแบบใหม่ในช่วงยุค1930 โดยที่แรกเริ่มเดิมทีนั้นศิลปะแขนงนี้คือละคร แต่ว่าเนื่องจากระหว่างที่ทำการแสดงได้มีการบรรเลงเพลงต่างๆมากมายอย่างเช่นดนตรีkroncongเป็นหลักดังนั้นในบทความนี้จึงได้จัดประเภทของการแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการเพลงด้วย, และWayang&Ketoprakนั้นไม่ใช่ประเภทของเพลงแต่เป็นการแสดงที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตอนกลางของชวา การที่ดนตรีกัมรันถูกบรรเลงระหว่างการจัดแสดงนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องปรกติและการแสดงละครนั้นถือว่าเป็นประเด็นหลักจึงไม่ได้รวมเอาไว้ในดนตรีชวา และถือว่าเป็นประเภทของดนตรีพิเศษต่างหากอีกประเภทหนึ่ง Kebaratanหมายถึงดนตรีตะวันตกโดยทั่วไป Ketimoeranคือคำศัพท์ที่หมายถึงดนตรีอินโดนีเซียโดยรวมเช่นดนตรีมลายูหรือดนตรีkroncongต่างๆเป็นต้น Geredjaหมายถึงโบสถ์ของศาสนาคริสต์ สำหรับความหมายในบทความชิ้นนี้หมายถึงเพลงของศาสนาคริสต์เช่นดนตรีประสานเสียงในโบสถ์เป็นต้น ส่วนHindoestan คือดนตรีในทางตอนเหนือของอินเดีย


แนวโน้มโดยรวม

อันดับแรกเราจะพิจารณาถึงอัตราส่วนของรายการเพลงในรายการวิทยุทั้งหมด ซึ่งอัตราส่วนของรายการเพลงโดยรวมนั้นมีจำนวนรายการอยู่ที่ 71.3% และมีจำนวนเวลาของรายการอยู่ที่ 83.8%ซึ่งได้ถือว่ามีจำนวนมาก ในจำนวนนั้นสัดส่วนของบันดุง, บาตาเบีย, โซโล/ทั่วประเทศนั้นสูง, รายการอื่นๆนอกเหนือจากรายการเพลงมีไม่ถึง30% โดยที่ส่วนใหญ่เป็นรายการเชิญชวนให้ทำละหมาดของศาสนาอิสลาม (azan), การแนะนำต่างประเทศ, การอ่านโคลงกลอน, การสอนศาสนา, การแนะนำเรื่องสุขภาพต่างๆ ส่วนรายการอื่นๆนั้นสำหรับสถานีอื่นๆนอกเหนือจากโจกจาการ์ตาและโซโลแล้วจะออกอากาศรายการข่าว (แนะนำรายละเอียดของหนังสือพิมพ์) เป็นระยะเวลาประมาณ15นาทีแทบทุกวันวันละหนึ่งครั้ง

หากเราพิจารณาถึงแนวโน้มของรายการเพลงโดยรวมของสถานีวิทยุแล้วจะพบว่าปรกอบด้วยกลุ่มของดนตรีชวา, ดนตรีkroncong, ดนตรีอาหรับ, ดนตรีซุนดะ,ดนตรีจีนและดนตรีมลายูโดยส่วนใหญ่ ซึ่งดนตรีหลักๆ6แขนงนี้มีประมาณ50%ของจำนวนรายการทั้งหมดและเวลาของรายการต่างๆเหล่านั้นมีประมาณ60%, และถ้าหากเรารวมรายการของเพลงตะวันออกเข้าไปด้วยแล้วอัตราส่วนก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเพลงหลัก6ประเภทนี้ก็ไม่ได้ถูกกระจายเสียงในระดับเฉลี่ยที่เท่ากันในแต่ละสถานี และนอกจากนี้ยังมีความโอนเอียงกันในแต่ละพื้นที่อีกด้วย ประเภทของเพลงที่ได้รับการออกอากาศมากที่สุดโดยเฉลี่ยทุกพื้นที่คือ ดนตรีชวา และดนตรีkroncong ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นปรากฎการณ์ปรกติเนื่องจากการที่ NIROMนั้นทำการกระจายเสียงเฉพาะที่เกาะชวาเท่านั้นแต่กระนั้นในเมืองใหญ่อย่างสุราบายาหรือบาตาเบียก็ไม่ได้มีการกระจายเสียงเพลงชวามากเท่าใดนัก แต่ดนตรีkroncongนั้นมีความถี่ในการเปิดสูงกว่าอย่างชัดเจน (ในสุราบายาถ้าดูจากเวลาในการออกอากาศแล้วเพลงชวานั้นมากที่สุด)

  
ลำดับรองต่อมาจากเพลงหลักๆ6ประเภทก็คือ เพลงฮาวาย, เพลงกันบัน, เพลงโครมอง ซึ่งเพลงฮาวายถูกแนะนำเข้าสู่อินโดนีเซียในช่วงปลายปี1910และในช่วงปี 1920ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้นแต่ในมลายูเขตปกครองของอังกฤษ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฎอยู่ใน [Tan1993:76] ว่าปี1925 Malay Hawaiian Troubadorsวงดนตรีฮาวายของบาตาเบียทำการเปิดการแสดงดนตรีที่ในมลายูเขตปกครองของอังกฤษอีกด้วย หรือบทความใน “เสียงจาก NIROM”เองว่า


ในช่วงปี1930วงดนตรี Hawaiin Syncopators ได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นต้น ดนตรีฮาวายนั้นก็เป็นที่นิยมในชาวฮอลันดาด้วยเช่นกันและเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวฮอลันดาเหล่านั้น วงดนตรีkroncongที่ชื่อวง Lief Java(ชวาที่รัก)ได้ตั้งวงดนตรีฮาวายที่ชื่อ “The Sweet Java Islander”(ชาวเกาะชวาที่แสนน่ารัก)[Esha 2005:20] นอกจากนี้มีบทความเกี่ยวกับกิจกรรมของวงดนตรีฮาวายหลายชิ้นตีพิมพ์ใน“เสียงจากNIROM”ด้วยเช่นกัน ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสมาชิกของวงดนตรีเหล่านี้ชาวอินโดนีเซีย(ปูริบูมิ)หรือไม่แต่หากจะตัดสินจากภาพถ่ายที่ตีพิมพ์ในลำดับรองต่อมาจากเพลงหลักๆ6ประเภทก็คือ เพลงฮาวาย, เพลงกันบัน, เพลงโครมอง ซึ่งเพลงฮาวายถูกแนะนำเข้าสู่อินโดนีเซียในช่วงปลายปี 1910และในช่วงปี 1920ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้นแต่ในมลายูเขตปกครองของอังกฤษ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฎอยู่ในใน [Tan 1993:76] ว่า ปี 1925 Malay Hawaiian Troubadorsวงดนตรีฮาวายของบาตาเบียทำการเปิดการแสดงดนตรีที่ในมลายูเขตปกครองของอังกฤษอีกด้วย หรือบทความใน“เสียงจากNIROM”เองว่า ในช่วงปี1930วงดนตรีHawaiin Syncopatorsได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นต้น ดนตรีฮาวายนั้นก็เป็นที่นิยมในชาวฮอลันดาด้วยเช่นกันและเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวฮอลันดาเหล่านั้น วงดนตรีkroncongที่ชื่อวง Lief Java(ชวาที่รัก)ได้ตั้งวงดนตรีฮาวายที่ชื่อ “The Sweet Java Islander”(ชาวเกาะชวาที่แสนน่ารัก)[Esha 2005:20] นอกจากนี้มีบทความเกี่ยวกับกิจกรรมของวงดนตรีฮาวายหลายชิ้นตีพิมพ์ใน“เสียงจากNIROM”ด้วยเช่นกัน ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสมาชิกของวงดนตรีเหล่านี้ชาวอินโดนีเซีย(ปูริบูมิ) หรือไม่แต่หากพิจารณาจากรูปที่ลงใน“เสียงจากNIROM” (รูปภาพที่1) แล้วก็น่าจะบอกได้ว่าวงต่างๆเช่น Orkest South Sea Crooners มีสมาชิกเป็นชาวอินโนเซีย

   
และจากการที่เพลงกันบัน โครอมนเป็นเพลงเฉพาะของบาตาเบียดังนั้นตายการส่วนใหญ่จึงเกาะกลุ่มอยู่ที่สถานีกระจายเสียงบาตาเบีย

    ดนตรีพื้นเมืองอื่นๆนอกเหนือจากดนตรีชวา,ดนตรีซุนดะ,ดนตรีมลายูแล้วยังพบอีกสี่ประเภทได้แก่ (ดนตรีบาหลี, ดนตรีมานาโด, ดนตรีดันโบน, ดนตรีกันโดรุน) แต่ความถี่ในการกระจายเสียงนั้นน้อยครั้งแทบนับจำนวนได้ ส่วนดนตรีประเภทอื่นนั้นดนตรีอินเดียนั้นมีความถี่ในการออกอากาศที่มากกว่าดนตรีประเภทอื่นและดนตรีญี่ปุ่น,ดนตรีตะวันตกรวมถึงดนตรีไทยนั้นน้อยมาก สำหรับจำนวนชั่วโมงของรายการเพลงนั้นเวยังและคุทอบรัดนั้นมากอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากพิจารณาจากคุณภาพของการแสดงต่างๆของวายังซึ่งมีเวลาในการแสดงที่ยาวแล้วก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องไม่แปลก

แนวโน้มในแต่ละสถานีกระจายเสียง

สถานีบันดุง/ทั่วประเทศ จากสภาพของพื้นที่ที่บันดุงเป็นพี้นที่จุดศูนย์กลางของเขตซุนดะแล้วความถี่ของดนตรีซุนดะนั้นมีสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งปกอรปกับการที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานีกระจายเสียงทั่วประเทศ จึงทำให้พบว่าความถี่ของการกระจายเสียงดนตรีkroncongและดนตรีชวานั้นอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ไปจะเป็นการวิเคราะห์ดนตรีดนตรีอาหรับ, ดนตรีมลายู, ดนตรีจีน, ดนตรีอาวาย

    สถานีบาตาเบียนั้นความถี่และเวลาในการกระจายเสียงเพลงkroncongมาก ส่วนความถี่ของการกระจายเสียงของเพลงอาหรับ, เพลงซุนดะ, เพลงมลายู, เพลงจีน, เพลงชวา, เพลงกันบัน โครมองนั้นมีระดับความถี่ในระดับเดียวกัน ในขณะที่เราจะพบเห็นลักษณะเฉพาะทางดนตรีในแต่ละสถานีกระจายเสียงแต่สำหรับสถานีบาตาเบียแล้วความถี่ของออกอากาศเพลงหลักๆ 6 ประเภทนั้นอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าสังคมบาตาเบียซึ่งมีลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมเมทีโซนั้นมีความหลากหลายทางดนตรี

    สถานีโจกชวานั้นจะมีความถี่ในการออกอากาศเพลงตะวันออกและเพลงชวาที่สูงอย่างเห็นได้ชัดแต่สำหรับจำนวนชั่วโมงในการกระจายเสียงนั้นดนตรีชวามีชั่วโมงของการกระจายเสียงที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    สถานีโซโลนั้นถ่ายทอดสดดนตรีราชสำนักจากวังสุลต่านเช่นเพลงKliningan  เป็นการถ่ายทอดสดสัญญาณผลัดกันระหว่าสถานีโจกจาการ์ตาและสถานีสุมารันที่มีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน

    แนวโน้มของสถานีสุมารันนั้นจะมีเนวโน้มที่แตกต่างกว่าของสถานีโซโลหรือสถานีโจกจาการ์ตา เวลาและความถี่ของการออกอากาศเพลงชวานั้นจะมากอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกันแต่ว่า ประเภทของเพลงที่ออกอากาศของสถานีสุมารันนั้นมี 9 ประเภทซึ่งมากกว่าของสถานีโจกจาการ์ตาที่มีเพียง6ประเภท เกี่ยวกับประเด็นนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเนื่องจากการที่ สุมารันนั้นเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามรองจากบาตาเบีย, และสุราบายา และมีสัดส่วนของประชากรที่หลากหลายกว่าโจกจาการ์ตานั่นเอง  ซึ่งอาจเป็นเหตุผลของการชื่นชอบเพลงหลากหลายประเภทเพื่อตอบสนองกับความหลากหลายของเชื้อชาติดังกล่าวทั้งยังอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่สถานีสุมารันทำการถ่ายทดสดเสียงดนตรีชวาของสถานีโซโลในฐานะของสถานีย่อยโซโลด้วยก็เป็นได้ นอกจากนี้ความถี่ของการกระจายเสียงเพลงมลายูยังสูงกว่าสถานีอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด แต่ความเป็นมาเบื้องหลังเกี่ยวกับประเด็นนี้ไม่ชัดเจนและนอกจากนี้ยังมีเพลงญี่ปุ่นออกอากาศอีกด้วยแม้นว่าจะน้อยก็ตาม

    สถานีสุราบายานั้นเนื่องจากNIROMผลิตรายการต่างๆเองในฐานะเป็นสถานีแม่ข่ายของการกระจายเสียงNIROM จึงมีการแนะนำรายละเอียดของรายการของสถานีนี้ภายในหน้าของ“เสียงจากNIROM”ถึงหนึ่งหน้าเต็มๆซึ่งเมื่อเทียบกับเนื้อหารายการของสถานีอื่นๆอีก5สถานีที่มีการแนะนำเพียงหนึ่งหน้า แนวโน้มของรายการเพลงนั้นความถี่ของเพลงkroncongมากกว่าดนตรีชวาถึงแม้นว่าเมืองนี้จะเป็นศูนย์กลางของชวาตะวันออกก็ตาม  ในอีกด้านหนึ่งความถี่ของดนตรีจีนและดนตรีอาหรับนั้นมีความถี่ที่สูงพอๆกับสถานีบาตาเบีย และสถานีบันดุง แต่มีแนวโน้มที่น่าสนใจที่ความถี่ของดนตรีซุนดะและดนตรีมลายูนั้นต่ำมากอย่างเห็นได้ชัด  แม้นอัตราส่วนของประชากรสุราบายานั้นไม่มีความแตกต่างกับของบาตาเบีย แต่ถ้าตัดสินจากแนวโน้มทางดนตรีแล้วสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสังคมสุราบายานั้นไม่ได้เป็นสังคมผสมที่ซับซ้อนเท่ากับสังคมบาตาเบีย


แนวโน้มแยกตามประเภทของเพลง

ต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของดนตรีโดยละเอียดตามดนตรีที่จะอยู่ในข่ายของการวิเคราะห์ในบทความนี้ นั่นคือจะเน้นถึงดนตรีkroncong, ดนตรีมลายูและ ดนตรีอาหรับ

(ดนตรีkroncong)

รายการส่วนใหญ่นั้นจะใช้ชื่อรายการว่า “การรับฟังสุตัมเบิลและดนตรีkroncongจากแผ่นเสียง (memperdengarkan Krongtjong dan Stamboel dai piringan itam) และโดยส่วนใหญ่แล้วจะระบุชื่อเพลงและชื่อนักร้องอย่างชัดเจน  ในยุคนั้นดนตรีรุมบ้า (Rumba) นั้นน่าจะได้รับความนิยมเราจึงสามารถพบเห็นรายการที่ใช้ชื่อว่า[Krongtjong Rumba] อยู่หลายรายการ รุมบ้าเป็นเพลงของคิวบาซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลกจากเพลง peanut vender:El Manicero ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีจะถูกเรียกว่าดนตรีโซน อนึ่งข้อมูลส่วนนี้จะรวมรายการทุกรายการที่เขียนไว้ว่า kroncong เช่น วงkroncong (Krontjongorkest)

    ชื่อของเพลงkroncongนั้นจะเขียนด้วยภาษาอินโดนีเซียทั้งหมดและแทบจะไม่ปรากฎชื่อเพลงที่เขียนด้วยภาษาดัตช์เลย ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ชื่อวงเช่น De Nachtegaal ซึ่งสังกัดสถานีสุราบายา หรือ Jong Indonesische Moesik ของสถานีบันดุงนั้นจะเขียนเป็นภาษาดัตช์  นอกจากนี้ยังพบว่ามีรีฟยาฟา(ไม่ได้เป็นเป้าหมายของการวิเคราะห์ในครั้งนี้)ปรากฎในนิตยสารฉบับนี้ในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นฉบับต่อมาอีกด้วย [Soeara NIROM 3(22) 1936b:14] มีนักร้องบางส่วนที่เป็นลูกครึ่งระหว่างยุโรปและเอเซียอย่างเช่นLeo Spell (รูปที่2) แต่นักร้องส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซีย(ปูริบูมิ) ซึ่งนักร้องที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นคือ S. อับดุลลาห์ และ Miss Iemโดยที่ความถี่ที่ได้มีการเปิดในรายการนั้นมีสูงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด S.อับดุลลาห์นั้นยังได้รับความนิยมอย่างสูงในมลายูเขตปกครองของอังกฤษอีกด้วย เขาได้เปิดคอนเสริตขึ้นที่สิงคโปร์ในปี1938 [Tan 1997:15] นอกจากนี้ยังมีนักร้องอย่าง Miss Eulis(รูป3), Miss M0oor(รูปที่4), Miss Jacoba (รูปที่ 5), Miss Lee, Miss Tioe, Soekamto ที่ความถี่ของการออกอากาศบ่อยครั้ง

(ดนตรีมลายู)

    รายการส่วนใหญ่จะใช้ชื่อรายการว่า “เพลงของมลายู(lagoe Melajoe)” นอกจากนี้ยังมีที่ใช้ชื่อรายการว่า “การแสดงเพลงมลายู(permainan musik Melajoe)” หรือ “เพลงมลายูของสิงคโปร์(lagoe Melajoe dari Singapura) บ้างแต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งรายการต่างๆเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในประเภทเพลงมลายู  และในรายการโดยส่วนใหญ่จะมีการระบุชื่อของเพลงและนักร้องไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหากตัดสินจากข้อมูลเหล่านี้จะเห็นว่ามีเพลงของเหล่านักร้องที่เคยมีผลงานอยู่ในคณะบังสะวันของมลายูเขตปกครองของอังกฤษอยู่เป็นจำนวนมากอย่างเห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เพลงประกอบละครประวัติศาสตร์มลายูเรื่อง(Ma Enang& Hung Tuahที่นำแสดงโดย ดีนส์ แกรนด์ โอเปร่าซึ่งเป็นบังสะวันหนึ่งที่โด่งดังในยุคนั้น หรือ Miss Maimoonของคณะเดียวกัน หรือ Miss SalmahหรือผลงานเพลงของMiss Tijahซึ่งเป็นหนึ่งในนักร้องบังสะวันที่มีชื่อเสียงก็พบเห็นได้บ่อยครั้ง[จากเล่มเดียวกันหน้า 16-18]  สำหรับภายในประเทศอินโดนีเซียเอง พบชื่อของMiss Djaแห่งวงดารดาเนรา หรือ นักร้องหญิงSiti Amsah(รูปที่6) หรือ วงค์สุมาตรา [Orkest Soematra Tikam Toea]ซึ่งมีฐานการผลิตผลงานอยู่บันดุงอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย

(ดนตรีอาหรับ)

    รายการส่วนใหญ่จะใช้ชื่อว่า“เพลงอาหรับ (lagoe Arab)” และ “เพลงตุรกี (lagoe Toerki)” หรือ “วงGamboes” ก็รวมอยู่ในเพลงอาหรับด้วย อนึ่งได้มีการออกอากาศเพลงอาหรับเป็นระยะเวลา15นาทีก่อนและหลังอาซานซึ่งเป็นประกาศแจ้งเวลาการทำละหมาศของศาสนาอิสลามอีกด้วย แต่เนื่องจากเพลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นรายการเพลงดังนั้นจึงได้ตัดออกไป เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความถี่ของการออกอากาศเพลงอาหรับมีสูงนั้นอาจเนื่องมาจากอิทธิพลของภาพยนตร์อียิปต์ แม้นว่ายอดของภาพยนตร์อียิปต์ที่นำเข้ามาฉายในอิสต์อินเดียเขตปกครองฮอลันดาจะเป็นอันดับ8 [Indische Verslag 1941:132] และจำนวนจะมีไม่มากก็ตาม แต่เพลงประกอบภาพยนตร์เหล่านั้นก็ได้รับการกระจายเสียงทางวิทยุในฐานะเพลงยอดนิยม ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่องWedadซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ Om Kolsumนักร้องหญิงผู้ซึ่งถือว่าเป็นตำนานของอียิปต์นำแสดงได้ทางเข้าฉายในอิสต์อินเดียเขตปกครองฮอลันดาด้วยเช่นกัน และเพลงประกอบภาพยนตร์ที่นักร้องหญิงคนนี้ได้ร้องแทรกเอาไว้ในหนังได้มีการเปิดออกอากาศทางวิทยุอีกด้วย นอกจากนี้ดูเหมือนว่าวงดนตรีซึ่งทำการเล่นเพลงอาหรับภายในประเทศเองอย่างวง Gamboes (Gamboes Orkest) ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงด้วยเช่นกัน Gamboes เป็นวงดนตรีอาหรับที่เล่นเพลงด้วยเครื่องดนตรีudซึ่งพบได้อย่างแพร่หลายในโลกมาเลย์ สำหรับอินโดนีเซียนั้นหมายถึงชื่อประเภทของดนตรีได้ด้วยเช่นกัน จุดศูนย์กลางของวง Gamboes ในสมัยนั้นอยู่ที่สุราบายา และวง Gamboes (ภาพที่7)อย่างSyech Albar(1908-1947) ก็ได้มีการถ่ายทอดสดการแสดงออกอากาศบ่อยครั้งในสถานีสุราบายา เขตชวาตะวันออกเป็นพื้นที่ที่ชาวอาหรับพักอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศ โดยที่เมืองศูนย์กลางอย่างสุราบายามีชาวอาหรับพักอยู่เป็นร้อยละ1.6 ของประชากรทั้งหมด (รวมชาวเอเซียชาติอื่นๆไม่รวมชาวจีน) (จากหนังสือเล่มเดียวกัน:21) ตัวAlbarเองก็เป็นชาวอาหรับเชื้อสายฮาโดราเมาท์ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในสุราบายา, และมีชื่อเสียงในฐานะนักร้องและนักบรรเลงเพลง Gamboes  และก่อนการทำละหมาดในวันศุกร์สถานีวิทยุก็จะทำการออกอากาศเพลงของเขาเสมอ ว่ากันว่าแผ่นเสียงของเขานั้นไปไกลถึงมลายูเขตปกครองอังกฤษหรือโลกอาหรับ และเช่นนี้เองถือได้ว่าชายหนุ่มผู้ซึ่งถือกำหนดมาจากฮาโดราเมาท์นั้นได้แบกรับภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งต่อวัฒนธรรมดนตรีของอินโดนีเซียเลยทีเดียว

(ดนตรีชวา)

    โดยหลักการแล้วในรายการเพลง “เพลงชวา (lagoe Djawa)นั้นจะออกอากาศเพลงชวา แต่ Klenengan, Gamelan, Oejon-oejon, Loedroek, Gending-gendingก็รวมอยู่ในเพลงชวาด้วย เนื้อหาของรายการเพลงชวานั้นมีหลากหลาย

(ดนตรีซุนดะ)

    โดยหลักการแล้วในรายการเพลง “เพลงซุนดะ (lagoe Soenda) นั้นจะออกอากาศเพลงซุนดะ แต่ (Gamelan Soenda), (Degoeng), (Ketjapi Orkest), (Concert Soenda dengan Ketjapi dan soeling), (Kliningan), (Tjele,poengan) ก็ถือว่าเป็นดนตรีซุนดะ ในจำนวนทั้งหมดนั้นความถี่ของการออกอากาศวงคุจาปีนั้นมีสูงกว่าวงอื่นๆ

(ดนตรีจีน)

    ชื่อรายการที่เป็น “เพลงจีน (lagoe Tiong Hwa) นั้นคือเพลงจีน นอกจากนี้ยังมีชื่อที่แยกออกเป็นรายการที่เขียนว่า [cinema (ภาพยนตร์)]  หรือ Modern หลังจากชื่อต่างๆเหล่านี้ แต่เนื่องจากมีคำว่า “Tiong Hwa” จึงรวมเอารายการทั้งหมดเหล่านี้เป็นรายการดนตรีจีน การนำเข้าภาพยนตร์จีนนั้นมียอดเป็นอันดับสองรองจากอเมริกา (ร้อยละ 12.8) [Indische Verslag1941:132] และถือได้ว่าเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการที่ความถี่ของเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นสูง นอกจากนี้ วงดนตรีที่ชื่อ Yang Khiem Orkest  (ภาพที่8) ก็รวมอยู่ในดนตรีจีนด้วยเช่นกัน วงYang Khiemนั้นมีอยู่มากมายในสุราบายาและบาตาเบีย อนึ่งพบรายการที่ชื่อว่า (Tiong Hwa Gambang Kromong) และเนื่องจากมีคำว่า Tiong Hwa จึงได้รวมไว้ในดนตรีจีน


ปี1942

ตาราง8 เป็นตารางแสดงยอดของความถี่ของรายการแยกแต่ละสถานีออกอากาศตั้งแต่วันที่4มกราคม-วันที่31มกราคม1942, ส่วนตารางที่9-11แสดงสัดส่วนเปรียบเทียบระหว่างความถี่ของรายการเพลงโดยใช้วิธีการเดียวกันกับปี1936กับรายการอื่นๆ , จำนวนของเวลาในการกระจายเสียงรายการเพลง, อัตราส่วนระหว่างาจำนวนเวลาของรายการเพลงเปรียบเทียบกับรายการอื่น เรียงตามลำดับ


แนวโน้มโดยรวม

ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้น ปี1942 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายต่อโครงสร้างของสถานีวิทยุกระจายเสียงของอินโดนีเซียเช่น สิทธิในการกระจายเสียงของการกระจายเสียงตะวันออกได้ถูกโอนจาก NIROM ไปสู่ PPRKอย่างเต็มรูปแบบ, หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงที่เคยถูกจำกัดอยู่เฉพาะในเกาะชวานั้นก็มีการเปิดสถานีเมดานที่เกาะสุมาตราด้วย ต่างๆเป็นต้น ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีกระแสการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาบีบคั้นอีกด้วย นั่นคือ ประเทศแม่อาณานิคมอย่างฮอลันดาถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมัน (ปี1940), อิสต์อินเดียในเขตปกครองฮอลันดาก็กำลังถูกกองทัพญี่ปุ่นคุกคาม

สัดส่วนของรายการเพลงเทียบกับรายการโดยรวมทั้งหมดของปี1942 นั้น จำนวนของรายการมีประมาณร้อยละ 43.7, จำนวนชั่วโมงของรายการคือร้อยละ 68.7 ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปี 1936 แล้วแต่ละส่วนจะลดลงร้อยละ 27.6 และ ร้อยละ15.1 โดยที่สัดส่วนของรายการอื่นและรายการข่าวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในส่วนที่รายการเพลงลดลง โดยที่จำนวนรายการอื่นๆที่เพิ่มขึ้นและจำนวนชั่วโมงของรายการอื่นๆที่เพิ่มขึ้นนั้นคือร้อยละ 18.3 และร้อยละ 5.7 , ส่วนรายการข่าวนั้นอยู่ที่ร้อยละ 9.3 และร้อยละ9.4 ตามลำดับ หากเรียงลำดับเนื้อหาของรายการประเภทอื่นๆแล้วจะได้เป็น รายการสอนศาสนา, รายการแนะนำท้องถิ่น, รายการแนะนำต่างประเทศ, รายการปรึกษาสุขภาพ, รายการสอนภาษาฮอลันดา, รายการแนะนำวัฒนธรรมจีน, รายการอาหาร, รายการอ่านกาพย์กลอน, รายการวรรณคดี, รายการข้อมูลข่าวสารสงคราม เป็นต้น ซึ่งพบว่ารายการมีความหลากหลายมากกว่าเมื่อเทียบกับปี 1936 โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าจับตามองในประเด็นที่ว่ามีรายการแนะนำท้องถิ่นต่างๆนอกเหนือจากเกาะชวานั้นเพิ่มขึ้น รายการข่าวนั้นสถานีส่วนใหญ่นอกเหนือจากสถานีเมดานนั้นจะออกอากาศวันละ 2-6 ครั้ง (วันละประมาณ15นาที)

รายละเอียดของรายการเพลง สัดส่วนของเพลงหลักๆ6 ประเภทนั้นจำนวนรายการร้อยละ 23.5และจำนวนชั่วโมงของรายการร้อยละ 38.6 โดยส่วนใหญ่ลดลงอย่างมาก ซึ่งปูมหลังอยู่ที่ดนตรีที่ออกอากาศนั้นมีความหลากหลายมากกว่าเมื่อเทียบกับปี 1936 แต่ในจำนวนเพลงที่ได้ถูกจัดประเภทเป็นดนตรีประเภทต่างๆนั้นมีเพลงหรือวงที่เนื้อหาไม่ชัดเจนอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากทำการแยกประเภทในภายหลังแล้วอาจทำให้ข้อมูลสัดส่วนต่างๆในข้างต้นเปลี่ยนแปลงอย่างมากทีเดียว เพลง6ประเภทใหญ่ๆนั้นหาเปรียบเทียบกับข้อมูลในปี 1936 แล้วจะพบว่ามแนวโน้มของดนตรีนั้นโอนเอียงไปตามลักษณะท้องถิ่น โดยสถานีส่วนใหญ่ยกเว้นสถานีเมดานนั้นเพลงจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยถือว่าเป็นเพลงที่มีความถี่ของการเปิดสูงที่สุดในความถี่โดยรวม  นอกจากนี้ความถี่และเวลาในการกระจายเสียงเพลงอาหรับนั้นก็มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในทางกลับกันความถี่ของดนตรีkroncongนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด จำนวนของประเภทของดนตรีที่ออกอากาศ(รวมประเภทที่ไม่ชัดเจนด้วย) นั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 1936 ที่มีอยู่ 18 ประเภท (ไม่รวมดนตรีตะวันออก)  แต่ประเภทของดนตรีท้องถิ่นนั้นเพิ่มขึ้นจาก 8 ประเภทเป็น 12 ประเภทซึ่งในจำนวนนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจที่ว่ามีรายการเพลงพื้นเมืองของสุมาตราเช่น ดนตรีบาตัก,ดนตรีอาเจะห์, หรือดนตรีมินันคาบาว ต่างๆ ที่ไม่เคยปรากฎในปี 1936 ออกอากาศอยู่ด้วย ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็นอิทธิพลของการเปิดสถานีเมดานนั้นเอง แต่หากพิจารณาจากตารางที่ 8 แล้ว จะพบว่า เพลงมินันคาบาวหรือเพลงบาตักก็ถูกออกอากาศในชวาด้วยเช่นกันซึ่งอาจกระจายไปทั่วประเทศ และนอกจากนี้ เพลงอันบงหรือเพลงมานาโดะก็มีความถี่ในการกระจายเสียงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 1936

นอกจากนี้ยังสามารถบ่งชี้ถึงได้อีกหนึ่งประเด็นคือ การที่รายการเพลงในปี 1942 นั้นจะมีเพลงประเภทใหม่ๆเช่นเพลงฮารโมเนียมซึ่งไม่มีอยู่ในการกระจายเสียงในปี 1936 ซึ่งเพลงประเภทนี้สามารถพบเห็นได้ในทุกสถานีกระจายเสียง เพลงharmonium เป็นเครื่องดนตรีเป่าทำจากโลหะคล้ายหลีดออร์แกนแล้วใช้เหยียบที่ฟรีหรีด เครื่องดนตรีชนิดนี้ถูกนำเข้ามาจากอินเดียโดยบริษัทมาเลย์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยที่มักถูกใช้บ่อยในบังสวันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ขาดไม่ได้สำหรับดนตรีมลายู ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่เครื่องดนตรีที่เป็นส่วนสำคัญของดนตรีนั้นกลายเป็นชื่อของประเภทดนตรีไปเฉกเช่นเดียวกับวงGamboesนั่นเอง(เกี่ยวกับประเด็นนี้จะมีการกล่าวถึงในภายหลัง)

แนวโน้มแยกในแต่ละสถานี

ความถี่ของดนตรีหลักๆ 6 ประเภทในสถานีทั่วประเทศ (บาตาเบีย)นั้นลดลงเมื่อเทียบกับเพลงประเภทอื่นๆ  และพบเห็นแนวโน้มที่มีเพลงหลากหลายออกอากาศอย่างสม่ำเสมอโดยในจำนวนนั้นมีเพลงจีนที่มีความถี่ที่สูงกว่าเพลงประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของเพลงมลายูและเพลงอาหรับอย่างชัดเจนอีกด้วย  ในทางกลับกันความถี่ของเพลงkroncong,เพลงชวาและเพลงซุนดะนั้นกลับลดลง นอกจากนี้พบเพลงพื้นเมือง8ประเภทโดยในจำนวนนั้นมีเพลงบาตัก,เพลงกันบังโครมอง, และเพลงมินันคาบาวนั้นมีความถี่เพิ่มสูงขึ้น

สถานีชวาตะวันตกนั้นมีสัดส่วนของรายการเพลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ30ของรายการทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสถานีอื่นๆ  ส่วนความถี่ของเพลงหลักๆ6 ประเภทนั้นสูงกว่าสถานีอื่นๆเล็กน้อย แต่สัดส่วนเมื่อเทียบกับรายการทั้งหมดก็ไม่ถึงร้อยละ 20  ในจำนวนเพลงหลักๆ6ประเภทนั้นความถี่ของเพลงซุนดะและเพลงจีนนั้นสูงที่สุดโดยที่จำนวนชั่วโมงของการออกอกาศนั้นเพลงซุนดะนั้นสูงที่สุด โดยที่ความถี่และเวลาของเพลงkroncongและดนตรีมลายูนั้นมีแนวโน้มลดลง แต่ความถี่และเวลาของเพลงอาหรับนั้นกลับเพิ่มขึ้น

สถานีชวากลางและตะวันออกนั้น สัดส่วนของเพลงหลัก6 ประเภทนั้นสูงกว่าเพลงประเภทอื่นๆ แต่ถึงกระนั้นก็มีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 25 ในจำนวนของเพลงหลักๆ6ประเภทนั้นความถี่ของเพลงชวาและเพลงจีนนั้นสูงที่สุด ส่วนชั่วโมงของรายการนั้นเพลงชวานั้นสูงที่สุด อีกด้านหนึ่งพบว่าความถี่และเวลาของเพลงkroncongนั้นมีแนวโน้มลดลง ความถี่และเวลาของเพลงมลายูนั้นไม่สูงมาก และความถี่ของเพลงอาหรับนั้นสูงกว่าความถี่ของสถานีอื่น  ดนตรีพื้นเมืองของสถานีนี้มี 7 ประเภทโดยที่มีลำดับความถี่ที่สูงเรียงลำดับได้ดังนี้คือ เพลงมินันคาบาว, เพลงอันบง, เพลงบาตักตามลำดับ ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่เพลงกันบังโครมองซึ่งไม่เคยออกอากาศเลยในปี 1936 นั้นมีความถี่เท่ากับเพลงบาตัก

สถานีเมดานนั้นมีสัดส่วนของรายการเพลงถึงเกือบร้อยละ 60 ซึ่งสูงกว่าสถานีอื่นๆ และสัดส่วนของเพลงหลักๆ6 ประเภทยังเกินร้อยละ30อีกด้วย ซึ่งสัดส่วนนี้มากกว่าเพลงอื่นๆถึงเกือบร้อยละ10แนวโน้มของรายการเพลงนั้นพบว่ามีความเฉพาะตามท้องถิ่นเช่นเดียวกันกับสถานีอื่นๆ โดยที่ความถี่และเวลาของเพลงมลายูนั้นสูงที่สุด ส่วนเพลงหลักๆ6 ประเภทนั้น เพลงkroncongและเพลงอาหรับนั้นเป็นอันดับที่รองลองมา โดยที่จำนวนเวลานั้น เพลงkroncongจะอยู่ในระดับเดียวกันกับเพลงมลายู ความถี่ของเพลงจีน, เพลงซุนดะ, เพลงชวานั้นอาจไม่สูงมาก โดยที่เพลงฮาวายและเพลงบาตักนั้นมีความถี่และเวลาที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีเพลงพื้นเมืองอยู่ 5 ประเภท ซึ่งเพลงส่วนใหญ่นอกเหนือจากเพลงอันบงและเพลงกันบังโครมองแล้วล้วนแต่เป็นเพลงพื้นเมืองของสุมาตราทั้งสิ้น และเพลงอินเดียนั้นมีสัดส่วนที่มากกว่าสถานีอื่นๆ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่เมดานเป็นพื้นที่ที่มีชาวเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่มากนั่นเอง

แนวโน้มแยกตามประเภทของดนตรี

บทนี้เราจะมาลองดูแนวโน้มของเพลงโดยเน้นเพลงอาหรับ,เพลงมลายูและเพลงkroncongซึ่งเป็นธีมของบทเขียนนี้เป็นหลัก แนวโน้มและรายละเอียดของเพลงชวาและเพลงซุนดะนั้นอยู่ในสัดส่วนที่เท่ากันกับปี 1936 อนึ่ง เวลาในการออกอากาศของปี 1942 เมื่อเทียบกับปี 1936 นั้นเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดด้วยเหตุนี้ทำให้เราทราบสามารถตรวจสอบชื่อของนักร้องและชื่อวงได้จากผังรายการแต่สำหรับชื่อเพลงนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยปรากฎข้อมูลที่ชัดเจนนักเมื่อเทียบกับปี 1936

(ดนตรีkroncong)

    รายการของเพลงkroncongนั้นมีรายการจำนวนมากที่มีชื่อของนักร้องที่มีชื่อเสียงอย่าง [Krontjong asli dan modern/baru kroncongแนวใหม่ ]และอื่น, [Soeara Miss Roekiah] วงดนตรีนั้นยังคงเป็นวงเดิมเดียวกันกับปี 1936 และพบเห็นผลงานของรีฟยาฟาอยู่เช่นเดิม,นอกจากนี้ยังมีวงอื่นๆอยู่อีกอย่างน้อย 10 วงเช่น (Ismail Marzuki) ที่อยู่ในวงดนตรี(Radio-Orkest)ในสังกัดของสถานีบันดุง,(Soekarno)วงดนตรีในสังกัดของสถานีสุราบายาต่างๆเป็นต้น ส่วนนักร้องที่มีชื่อขึ้นให้ได้เห็นบ่อยๆได้แก่ รูเกีย (รูปที่ 9), Miss Netty(รูปที่ 10), ยาโคบา, มูร, S.อับดุลลาห์, Tan Tjeng Bokซึ่งนักร้องส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีตั้งแต่ปี 1936 นอกจากเนตีคนเดียวเท่านั้น ส่วนนักร้องหน้าใหม่ที่เริ่มมีบทบาทหรือเพลงแนวใหม่ไม่มีให้เห็น

(ดนตรีมลายู)

    [เพลงมลายู(lagoe Malajoe)และอื่นๆ, [มลายูซีเลคชั่น (Boenga Rampai Melajoe)], [เพลงมลายูดั้งเดิม/สมัยใหม่ (lagoe asli/modern) ถูกรวมไว้ในเพลงมลายู เมื่อเทียบกับปี1936 ซึ่งมีแนวโน้มที่มีนักร้องสังกัดบังสวันที่มีผลงานในมลายูเขตปกครองของอังกฤษเป็นส่วนใหญ่นั้น ปี 1942 ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นของวงในประเทศอย่างเด่นชัด ซึ่งจะพบเห็นนักร้องที่รวมวงดนตรีมลายูกันในแต่ละพื้นที่ตั้งแต่บาตาเบียเช่นวงPatjaran Moeda:คนรักผู้อ่อนเยาว์,  หรือวงSoengai Moesi: แม่น้ำมูชิเป็นต้น นอกจากนี้ยังพบผลงานของวงที่ชื่อว่า Sinar Medan:แสงสว่างแห่งเมดานอีกด้วยแต่วงนี้เป็นคนละวงที่มีชื่อเดียวกันที่ผลิตผลงานในปี1950 อนึ่ง คำว่า orkes melayu:วงดนตรีมลายู ซึ่งมีการใช้กันบ่อยในยุคปี 1950 นั้นไม่พบที่นี่.

(ดนตรีอาหรับ)

    นอกเหนือจาก “เพลงอาหรับ (lagoe Arab)”นอกจากนี้ “เพลง Gamboes (lagoe Gamboes)”, “เพลงทะเลทราย (lagoe dari padang pasir)”, “เพลงอียิปต์ (lagoe Mesir)”, “เพลงกาชิดา (soeara Oum Kalsoum”,  “กันบุส มลายู (Gamboes Melajoe)”, “เสียงเจดอาร์บาร์ (soeara Sech Albar)” ต่างๆนั้นก็รวมอยู่ในเพลงอาหรับ เฉกเช่นเดียวกันกับปี1930 นักร้องหญิชาวอียิปต์ อุม คาร์ซูมและ เจคอัลบาร์ชาวสุราบายานั้นได้รับความนิยมอย่างสูง, และนักร้องทั้งสองคนนี้ครอบครองรายการมากกว่าครึ่ง นอกเหนือจากนี้ยังมี ผลงานของวงดนตรีกันบุสที่ตั้งขึ้นใหม่ในเมดาน,การุตทางตะวันตกของชวา,บาตาเบีย หรือสุมารัน และยังพบผลงานของAbdul Halikนักร้องในสังกัดวงดนตรีมลายูบุกิต ชิกุนตันซึ่งเป็นตัวแทนของยุค1950,และผลงานของPemoeda Batawiอีกด้วย [Takonai 1997:361]

(ดนตรีจีน)

    “เพลงภาพยนตร์จีน (lagoe Cinema Tiongha)”, “เพลงเซี่ยงไฮ้(lagoe Sjanghai)”, “เพลงปักกิ่ง(lagoe Peiping)” , “เพลงกวางตุ้ง(lagoe Canton)”, “เพลงภาษาจีน(lagoe Mandrijn)”, “เพลงหยังจิน(musik Yang Khiem)” รวมอยู่ในเพลงจีน ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่ารายการเพลงจีนแผ่นดินใหญ่นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี1936  และนอกจากนี้ยังพบผลงานเพลงจีนแบบโมเดริ์น(lagoe Tionghoa modern)ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเพลงฮาวายและเพลงจีนอีกด้วย อนึ่งมีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือเกี่ยวกับการเขียนแสดงคำว่า จีนด้วยภาษาอินโดนีเซียที่เปลี่ยนจาก Tiong Hwa เป็น Tionghoa



ดนตรีHarmonium


    บทนี้จะพิจารณาเกี่ยวกับดนตรีประเภทใหม่ที่พบใน “เสียงจาก NIROM”, เพลง ฮาร์โมเนียม (lagoe/ musik harumonium หรือว่า konsert harmonium) เหตุผลที่มุ่งประเด็นไปที่วงฮาร์โมเนียม(perkoempoela musik harmonium)ที่บรรเลงเพลงเหล่านี้หรือบทเพลงนี้นั้น เนื่องจากว่ากันว่า วงดนตรีฮาร์โมเนียมนั้นเป็นแบบแผนดั้งเดิมของ โอลเคส มลายูวงที่ทำการบรรเลงเพลงมลายูสในช่วงครั้งแรกของยุค 1950 ซึ่งเป็นวงก่อนเริ่มdangdutนั่นเอง[Takonai 1997:138] ดนตรีฮาร์โมเนียมเป็นดนตรีในช่วงจำกัดคือช่วงปลายของยุค1930จนถึงประมาณ 1942 เท่านั้น และไม่พบเห็นอีกหลังจากนั้น ต่อไปจะมาพิจารณาว่าเพลงฮาร์โมเนียมนั้นมีลักษณะอย่างไร

    หากได้ลองฟังแผ่นบันทึกเสียงเพลงฮาร์โมเนียมซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแผ่นที่บันทึกในช่วงครึ่งหลังของปี 1930 นั้น จะพบว่าทั้งจังหวะและทำนองนั้นจะเป็นเพลงอาหรับ(กันบุส) แต่จะไม่ใช่กันบุสในการบรรเลงโดยที่เสียงของฮาร์โมเนียมจะถูกเน้นออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งถือได้ว่าจุดนี้เป็นจุดพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากเพลงกันบุส และในปี 1939 ก็พบเห็นได้ในผลงานของวงดนตรีผสมระหว่าง Gamboes &Harmonium(Modern Gamboes&Harmoniu Orkest Combinatie) อีกด้วย[Esha 2005:47]

    ฮาร์โมเนียมถูกนำเข้ามาในสังคมอินโดนีเซียในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่19 โดยบริษัทมาเลย์ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นเครื่องดนตรีโลหะคล้ายออร์แกนที่พัฒนาขึ้นในศตวรรษที่19ในยุโรป และถูกนำเข้าไปยังอินเดียโดยหมอสอนศาสนาคริสต์ในช่วงกลางของศตวรรษที่19 และจากการเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีที่ขาดไม่ได้สำหรับดนตรีมลายู ก็คงไม่ผิดหากจะคิดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างดนตรีกันบุสและดนตรีมลายู ซึ่งดนตรีมลายูและดนตรีกันบุสนั้นล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นลึกซึ้งอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น สำหรับอันซัมเบิลของซาปิน รูปแบบการเต้นรำที่แพร่หลายในสังคมมาเลย์นั้น กันบุสเป็นเครื่องดนตรีที่ขาดไม่ได้ [Hilarian 2004:12] และจากการที่ซาปินได้ถูกใช้ในเครื่องดนตรีกันบุสซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาหรับแล้วทำให้สามารถคิดได้ว่าซาปินเป็นศิลปะที่สำคัญที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมอิสลามกับสังคมมาเลย์นั่นเอง

    Penghiboer Hati (รูปที่ 1) วงดนตรีHarmoniumซึ่งมีผลงานให้เห็นในช่วงต้นปี 1942 นั้นเป็นที่น่าสนใจว่าวงดนตรีนี้ถูกแนะนำว่าเป็นวงดนตรีที่บรรเลงเพลงมลายูในปี1940 [Soeara Timoer 1(1)1941:30] ส่วนอีกด้านหนึ่ง ยังพบว่า วง Gamboes อย่าง อัล วันเดอร์นั้นทำการเล่นดนตรีฮาร์โมเนียมอีกด้วย [จากเอกสารเล่มเดียวกัน :28] หากพิจารณาจากสภาพของวงดนตรีฮาร์โมเนียมจากภาพถ่ายที่คาดว่าน่าจะเป็นภาพในช่วงต้นปี 1940 แล้วนั้นพบว่าประกอบด้วยเครื่องดนตรี อย่าง ฮาร์โมเนียม, วิโอล่า, มาลากัส, กุนดัง, คอนโทราบาส, กีตาร์ และแซกโซโฟน (ภาพที่12) ซึ่งเครื่องดนตรีดังกล่าวนั้น ฮาร์โมเนียมและกุนดังซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอาหรับนั้นยังคงถูกใช้อยู่ ในขณะที่เครื่องดนตรีอื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องดนตรีตะวันตกทั้งสิ้น เครื่องดนตรี Gamboes ไม่ได้ถูกใช้ในวงดังกล่าว หากจะมองจากโครงสร้างของเครื่องดนตรีแล้วจะพบว่าลักษณะใกล้เคียงกับวงดนตรีบังสวัน นอกจากนี้เครื่องแต่งกายของสมาชิกในวงยังไม่ใช่ชุดพื้นเมืองแต่เป็นชุดแบบตะวันตก นอกจากนี้จากคำบรรยายใต้ภาพนั้นยังเขียนไว้ว่า “บรรเลงดนตรีมลายู”  และยังกล่าวถึงสมาชิกในวงในฐานะของสมาชิกที่เคยสังกัดปุนฮิบุล ฮาตีอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ดูเหมือนว่ามีบางส่วนเห็นว่าดนตรีฮาร์โมเนียมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีกังบุสแต่เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีอิสลาม

    หากจะรวมใจความทั้งหมดข้างต้นแล้วสามารถกล่าวได้ว่า ดนตรีฮาร์โมเนียมนั้นเป็นดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นทางกลา8งกระแสความนิยมของดนตรีGamboesในช่วงครึ่งหลังของยุค1930 หรือกล่าวคือ วงดนตรีที่เคยบรรเลงดนตรีมลายูนั้นได้รับเอาดนตรีกังบุสที่กำลังได้รับความนิยมเข้าไป แล้วเรียกชื่อเพลงว่าฮาร์โมเนียมโดยยืมเครื่องดนตรีที่เป็นสัญลักษณ์เพื่อที่จะเน้นถึงความเป็นาดนตรีมลายูรูปแบบใหม่นั่นเอง

    หลังจากช่วงปี1950เป็นต้นมา เมื่อภาพยนตร์มวลชนมาเลย์ซึ่งนำแสดงโดย พี แรมรี (P Ramlee) ได้รับความนิยมนั้น เหล่านักดนตรีวงฮาร์โมเนียมนั้นได้รับเอาเพลงของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไปในผลงานของตัวเองอย่างเต็มที่ และส่วนใหญ่ได้หยุดการบรรเลงเพลง Gamboes ลง นอกจากนี้ยังเครื่องดนตรีฮาร์โมเนียมก็ไม่ได้ถูกใช้ดังนั้นชื่อของวงจึงเปลี่ยนเป็น โอลเคส มลายู  จากการที่ได้ตรวจสอบถึงกระแสต่อเนื่องเช่นนี้ การที่กล่าวว่าวงดนตรีฮาร์โมเนียมนั้นถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโอลเคส มลายูในช่วงยุค 1950 นั้นก็คงไม่ผิด

    ช่วงปลายยุค 1950 เมื่อกระแสความนิยมภาพยนตร์บันเทิงอินเดียเข้ามาแทนที่ภาพยนตร์มาเลย์เหล่านักดนตรีเพลงโอลเคส มลายูต่างเริ่มรับเอาทำนองและจังหวะของเพลงประกอบภาพยนตร์เหล่านั้นเข้ามาในผลงานของตัวเอง ดังนั้นเพลงมลายูซึ่เป็นดนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของเครื่องดนตรีอยุ่เนืองๆจึงได้ชื่อใหม่เป็นdangdutจนถึงช่วงครึ่งแรกของยุค 1970  ดังนั้นความเข้าใจที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงจากเพลงมลายูจนถึงเพลงdangdutดังที่ได้กล่าวมานั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเพิ่มถึงการตระหนักต่อวัฒนธรรมดนตรีหลังครึ่งหลังปี 1930 ซึ่งดนตรีฮาร์โมเนียมได้ถือกำเนิดขึ้นมา


สู่บทสรุป

    งานชิ้นนี้ได้ทำการวิเคราะห์รายการเพลงของ “เสียงจาก NIROM” ในปี1936 และ1942 แล้วนำเสนอสภาพของวัฒนธรรมดนตรีในยุคนั้นโดยแยกเป็นแต่ละสถานีกระจายเสียง แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกหลายจุดที่จำเป็นต้องทำให้กระจ่างแจ้งเพื่อพิจารณาถึงวัฒนธรรมทางดนตรีต่อไปเช่น เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าวิธีการของบริษัทแผ่นเสียงในการที่จะเล่นแผ่นเสียงของตนในรายการว่าความสมเหตุสมผลอย่างไรเกี่ยวกับรื่องของโครงสร้างของรายการเพลงอย่างไรเป็นต้น ยิ่งไปกว่านี้ วิธีการที่ดีทีสุดคือจำเป็นต้องใช้บันทึกความทรงจำของนักดนตรีที่มีชีวิตในช่วงสมัยนั้นหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่นประกอบเพื่อนำเสนอภาพของวัฒนธรรมทางดนตรีในสมัยนั้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง แต่งานชิ้นนี้มีข้อจำกัดในการใช้ ซึ่งผู้เขียนได้ทราบเกี่ยวกับปัญหาในข้อดีจึงได้ทำการนำเสนอลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมทางดนตรีในช่วงนี้จากการวิเคราะห์ที่ผ่านมาดังต่อไปนี้(1)การมีตัวตนของวัฒนธรรมทางดนตรีที่มีความหลากหลายซึ่งเกิดจากปูมหลังของสื่อชนิดใหม่ที่เรียกว่า แผ่นเสียง, ภาพยนตร์, วิทยุกระจายเสียง (2) แนวโน้มของดนตรีที่มีความเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละพึ้นที่อย่างเด่นชัด (3) ความนิยมในดนตรีkroncongในช่วงครึ่งหลังของยุคปี 1930 (4) การลดลงของความถี่ของดนตรีkroncongในช่วงต้นปี 1940 ในทางตรงกันข้าม การเพิ่มขึ้นของความถี่ของดนตรีมลายู, ดนตรีอาหรับ,และดนตรีจีน (5) การปรากฎตัวของดนตรีฮาร์โมเนียม

    ประเด็นเกี่ยวกับการที่แนวโน้มของดนตรีที่กระจายเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแต่ละสถานีนั้นได้สะท้อนถึงสภาพของสังคมในแต่ละพื้นที่ เช่นโครงสร้างของกลุ่มชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติต่างๆนั้นถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ  ซึ่งในจำนวนดังกล่าวนั้นดนตรีkroncongเป็นดนตรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วประเทศโดยที่ได้ก้าวข้ามกำแพงทางพื้นที่ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถกล่าวได้ทีเดียวว่าดนตรีkroncongนั้นด้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเสียทีเดียว แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ดนตรีkroncongนั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการณ์ในระดับหนึ่งดังเช่นการประเมินต่อเพลงkroncongดังเช่นคำกล่าวของ Tsuchiya ที่ว่า “ ได้กลายเป็นลักษณะโดยกว้างๆของสังคมไปแล้ว”  ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในดนตรีkroncongในช่วงปี1920 นั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ลูกครึ่งยุโรป แต่ว่าหลังจากครึ่งหลังของช่วงปี 1930 นั้นจุดศูนย์กลางย้ายไปอยู่ที่ปูริบูมิ (ชาวอินโดนีเซีย) และได้กำเนิดนักร้องที่เป็นตำนานอย่าง อับดุลลาห์, รูเกีย, หรือ รีบุท เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งนั่นก็คือได้เกิดความกลายไปเป็นมวลชนในดนตรีkroncongดังที่ Tsuchiyaได้กล่าวถึงขึ้นแล้วนั่นเอง แต่ว่าหลังจากช่วงปี 1940 เป็นต้นไปความถี่ในการกระจายเสียงเพลงkroncongนั้นได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความแรงของดนตรีkroncongที่ได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในฐานะของดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางที่มาพร้อมกับการได้รับแรงกระตุ้นจากดนตรีต่างประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นรุมบ้าหรือดนตรีฮาวายต่างๆนั้น อย่างน้อยที่สุดไม่สามารถพบเห็นได้ใน “เสียงจาก NIROM” ในช่วงหลังปี 1940 ซึ่งเหตุผลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าาวนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต หากแต่ว่าแนวโน้มเหล่านี้เป็นแนวโน้มที่มุ่งเข้าไปความคงที่และความเป็นระบบของดนตรีkroncongซึ่งต่อเนื่องมาเรื่อยแม้นในช่วงปี 1950 [Takonai 1998:361]

    ดนตรีที่มีความถี่ในการกระจายเสียงเพิ่มขึ้นที่เข้ามาแทนที่ดนตรีkroncongคือดนตรีจีน,ดนตรีมลายูและดนตรีอาหรับ ความถี่ของดนตรีอาหรับในการกระจายเสียงทั่วประเทศในปี 1942 นั้น เท่ากันกับดนตรีkroncong และหากรวมดนตรีฮาร์โมเนียมเข้าด้วยแล้วก็จะมีจำนวนมากรองจากดนตรีจีน ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของยุค 1950เป็นต้นมา ความนิยมของดนตรีมลายูนั้นได้เกือบเทียบเท่าดนตรีkroncong ซึ่งแนวโน้มเช่นนี้นั้นได้เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ช่วงต้นยุค 1940 กล่าวคือ การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันของวัฒนธรรมของอินโดนีเซียในระดับรากหญ้านั้นไม่ได้มีแต่เพียงดนตรีkroncongอย่างเดียวเท่านั้นนั่นเอง

    ในยุคสมัยตั้งแต่ครึ่งหลังของ 1930 จนถึงช่วงต้นของยุค 1930 นั้น เป็นยุคสมัยของการที่เปิดสู่ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ซึ่งแวดล้อมไปด้วยแนวทางการก้าวไปเป็นสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมนั้นเป็นการขยายของข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระแสทางความคิดเกี่ยยกับวัฒธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ของ ซานุชิ ปาเนะ หรือ เดวันโตโร กับกระแสทางความคิดเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมของความเป็นสมัยใหม่ของยุโรป” ของ อารีจาบาน่า เกี่ยวกับสภาพของวัฒนธรรมของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวที่ถือได้ว่าเป็นฐานของข้อถกเถียงดังกล่าวนั้นในปัจจุบันนั้นก็ไม่ได้มีการถกกันอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน  ดังที่ได้ปรากฎใน “เสียงจาก NIROM” แล้วนั่นเองที่ว่า วัฒนธรรมทางดนตรีของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นอยู่ในสภาพที่ผสมปนเปกันระหว่างดนตรีของอินโดนีเซียและดนตรีของทั่วโลกต่างๆโดยที่ผู้ที่มีบทบาทต่อดนตรีอินโดนีเซียเหล่านั้นได้รับเอาอิทธิพลของดนตรีจากภายนอกเข้ามาแล้วพัฒนาดนตรีของตัวเอง สิ่งที่ทำให้เป็นไปได้ก็คือการขยายตัวของวิทยุและการแพร่กระจายของแผ่นเสียงหรือที่เรียกว่าการซึมซับของสื่อสารมวลชนนั้นเอง ด้วยเหตุผลเช่นนี้เองที่ทำให้คำตอบเกี่ยวกับประเด็น “ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม”ในวัฒนธรรมทางดนตรีในระดับมวลชนนั้นได้มีคำตอบออกมาแล้วนั่นเอง

    ความหมายของการขยายตัวของวัฒนธรรมดนตรีที่ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในข้อถกเถียงเกี่ยวกับรูปแบบของวัฒนธรรมของประชาชนเท่านั้น วิทยุกระจายเสียงนั้นถือได้ว่าได้ทำหน้าที่ที่สำคัญที่มีต่อรูปแบบของความเป็นชาติและมวลชนที่เรียกว่าอินโดนีเซียที่พยายามจะกำเนิดขึ้นมานั่นเอง กล่าวคือ พฤติกรรมที่เป็นลักษณะที่ผู้ฟังบนเกาะสุราเวสีซึ่งห่างไกลจากเกาะชวานั้นฟังเพลงชวา, หรือผู้ฟังบนเกาะชวาฟังเพลงอาเจะห์นั้นถือได้ว่าเป็นบทบาทต่อรูปแบบของความเป็นชาติและมวลชนอย่างไรกันแน่ หากพิจารณาจากอัตราความรู้หนังสือของบุคคลทั่วไปในยุคนั้นที่ต่ำมาก แล้วนั้นดนตรีซึ่งเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถรับฟังได้นั้นอาจเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพต่อการสร้างจิตสำนึกร่วมที่เรียกว่า “พวกเรา” ได้ดีกว่าสื่อที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆก็เป็นได้ สำหรับการหาคำตอบต่อการตระหนักต่อปัญหานี้นั้นไม่ได้เป็นโจทย์โดยตตงของงานชิ้นนี้ แต่ก็ถือว่าวัฒนธรรมทางดนตรีที่วิทยุกระจายเสียงได้นำเสนอออกมานั้นได้ให้แรงบันดาลใจต่อพวกเราอย่างมากมายดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง


 

นักศึกษาระดับปริญญาเอกวิชาเอกการวิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นสาขาวิชาการวิจัยวัฒนธรรมโดยรวมบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยโตเกียว kece@ja2.so-net.ne.jp

Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)
©Center for Southeast Asian Studies,
Kyoto University


References

Anderson, Benedict. 1983. Imagined Communities, Reflections on the Origin and Spread of Nationalism. London: Verso (アンダーソン,ベネディクト 1987.『想像の共同体—ナショナリズムの起源と流行』白石隆;白石さや(訳).東京:リブロポート.)

Cribb, Robert. 2000. Historical Atlas of Indonesia. London: Curzon Press and New Asian Library.

Esha, Teguh, ed. 2005. Ismail Marzuki: Musik, Tanah Air, dan Cinta. Jakarta: Pustaka LP3ES Indonesia.

Hilarian, Larry. 2004. The Gambus (Lute) of the Malay World: Its Origins and Significance in Zapin Music. http://portal.unesco.org/culture/en/ev.php.

Indische Verslag. 1941. Statistisch Jaaroverzicht Van Nederlandsch-Indie over Het Jaar 1940. Batavia.

Inomata, Yoshiki. 1996. Nihon Senryoka. Indonesia tabigeinin no kiroku [The record of Indonesian Jongleur under the occupation of Japan]. Tokyo: Mekong.

Kawaguchi, Akio et al. 1992. “Indonesia no Popular Ongaku: Bandung-Jakarta-
Tokyo” [Indonesian popular music: Bandung-Jakarta-Tokyo]. JASPM Working Paper Series No. 5.

Kornhauser, Bronia. 1978. “In Defence of Kroncong.” In Studies in Indonesian Music, ed. Margaret Kartomi, 104-183. Centre for Southeast Asian Studies, Monash University.

Kunst, Jaap. 1973. Music in Java: Its History, Its Theory and Its Technique. 2 vols. The Hague: Martinus Nijhoff.

McDaniel, Drew O. 1994. Broadcasting in the Malay World: Radio,Television, and Video in Brunei, Indonesia, Malaysia, and Singapore. New Jersey: Ablex.

Nor, Mohd Anis Md. 1993. Zapin: Folk Dance of the Malay World. Singapore: Oxford University Press.

PENSI. 1983. Perjalanan Musik Indonesia. Jakarta: Lithopica Jakarta.

Pasaribu, Amir. 1955. Musik dan Sekitarnja Wilayanja. Jakarta: Perpustakaan Perguruan KEM.P.P dan K.c Theory.

Reid, Anthony. 2005. An Indonesian Frontier: Achenese and Other Histories of Sumatra. Singapore University Press.

Reid, Anthony. 2004. “Understanding Melayu (Malay) as a Source of Diverse Modern Identities.” In Contesting Malayness: Malay Identity Across Boundaries, ed. Timothy Barnard, 1-24. Singapore University Press.

Republika. 2005. Musk Gambus Cikal Bakal Dangdut. October 11.

Takonai, Susumu. 1997. “Dangdut no Seiritsu to Hatten (1) – Kindai Engeki no Seiritsu to Orkes Melayu” [The formation and development of Dangdut (I): Modern theatre and Orkes Melayu]. Tonan Ajia Kenkyu [Southeast Asian Studies] 35, no. 1: 136-155.

Takonai, Susumu. 1998. “Dangdut no Seiritsu to Hatten (2): Orkes Melayu no Hatten to Melayu Ongaku” [The formation and development of Dangdut (II): Orkes Melayu and Musik Melayu]. Tonan Ajia Kenkyu [ Southeast Asia Studies] 36, no. 3: 355-378.

Tan, Sooi Beng. 1996/1997. “The 78 RPM Record Industry in Malaya prior to World War II.” Asian Music 28, no. 1: 1-41.

Tan, Sooi Beng. 1993. Bangsawan: A Social and Stylistic History of Popular Malay Opera. Singapore: Oxford University Press.

Tsuchiya, Kenji. 1991. Kartini no Fukei [Landscape of Kartini]. Tokyo: Mekong.

Tsuchiya, Kenji. 1992. “Almanak Melayu Ron” [A study on Almanak Melayu]. Tonan Ajia Kenkyu [Southeast Asia Studies] 30, no. 2: 113-191.

Tsuchiya, Kenji. 1994. Indonesia, Shiso no Keifu [Genealogy of thought in Indonesia] Tokyo: Keisoshobo.

Wild, Colin. 1987. “Indonesia: A Nation and Its Broadcasters.” Indonesia Circle 43: 15-40.

Yamamoto, Haruki. 1981. “Indonesia no Bunkaronteki Imi – 1930nendai no Bunka Ronso wo tsujite” [The cultural meaning of Indonesia through Polemik Kebudayaan in the 1930s]. Nanpo Bunka [Southern Culture] 8: 193-207.

Yamamoto, Hiroko. 1997. “Gambang Kromong no Kigen to Hatten” [The formation and development of Gambang Kromong]. Uryu [Bulletin of the Kyoto College of Art] 20: 17-26.

Yampolsky, Philip. 1999. “Commercial Recording of Traditional Music in Indonesia during the Gramophone Era (1903-1942).” Paper presented in Traditional Culture and Globalization “Present and Future Popular Culture in Asia” by International Advanced Studies Forum, Chubu University.

“เสียงจาก NIROM”ซึ่งผู้เขียนได้มาจากหอสมุดแห่งชาติอินโดนีเซีย(Perpustakaan Nosional)นั้น














Yamamoto(1997:23-24) ได้ทำการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของกลุ่มGabang Kuromon หรือนักดนตรีในสมัยนั้น โดยจับประเด็นที่ผังรายการเพลงใน “เสียงจากNIROM” ในส่วนที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับ Gabang Kuromon
เกี่ยวกับความหมายของมลายูนนั้นได้มีการอธิบายไว้อย่างดีใน [Reid 2004] อนึ่งในกรณีของดนตรีมลายูในอินโดนีเซียปัจจุบันนั้นจะหมายถึงมลายูเดลี (Melayu deli) ดนตรีพื้นเมืองของสุมาตราเหนือซึ่งไม่รวมอยู่ในdangdut อีกด้านหนึ่งรายการเพลงทางโทรทัศน์นั้นdangdutที่มีการนำเอาดนตรีมลายูหรือซาปิงที่ได้รับความนิยมในช่วงปี 1950 ในฐานะจังหวะมลายู (irama melayu)
ดูจาก Takonai [1997;1998] ประกอบ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับดนตรี kroncong ได้จาก Kornhauser[1978]


Photo 3. Leo Spell, a Eurasian singer

Photo 4. Miss Eulis

Photo 5. Miss Moor

Photo 6. Miss Jacoba

Photo 1. Cover of Soeara NIROM, volume 20, 1936

Photo 2. Orkest South Sea Crooners

Photo 9. The Yangcin Orkestra
 

Photo 10. Miss Roekiah

Photo 11. Miss Netty

Photo 12. The Harmonium orchestra Penghiboer Hati

Photo 13. A Harmonium orchestra showing the composition of musical instruments



สถานีที่ตกลงรับข้อเสนอนี้มี4 สถานีได้แก่ VOROของบาตาเบีย (Vereniging voor Oosterse Radio Omroep), MAVRO ของโจกจาการ์ตา (Mataramse Vereniging voor Radio Omroep), SRV, สถานีย่อยสุมารัง SRV (SRV Kring Semarang) สำหรับบันดุงและสุราบายานั้น NIROMสร้างรายการเอง [Soeara NIROM 3(20) 1936a:3]
สภาอาณานิคมที่ถูกจัดขึ้นในจาการ์ตาในปี 1918 [Ishii:371]
PPRKจัดพิมพ์นิตยสารรายการวิทยุรายสัปดาห์ที่ชื่อว่า “เสียงจากตะวันออก Soeara Timoer”ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 1940 โดยจัดพิมพ์จำนวน 4 หมื่นฉบับ [Soeara Timoer1(1)] และเนื่องจาก NIROMก็ได้จัดพิมพ์นิตยสาร “Soeara NIROM” อยู่ด้วยเช่นกันทำให้นิตยสารรายการที่เป็นการกระจายเสียงตะวันออกมีอยู่สองฉบับ อนึ่งสำหรับรายละเอียดของนิตยสาร “เสียงตะวันออก” จะได้นำเสนอต่อไปในเนื้อหาของบทความ
เช่น อับดุลลา(S.Abdoellah), หรือ ยูรีส (Miss Eulis)เป็นต้น (จะกล่าวถึงในภายหลัง)
การแสดงเขียนภาษาอินโดนีเซียในบทความนี้นั้นเขียนแสดงตามภาษาในสมัยนั้น (ภาษาเก่า).
เป็นอีกชื่อหนึ่งของละครอย่างเช่นคอมเมเดียนสตัมเปิลหรือบังสวัน, มีรากศัพท์มาจาก Toneelในภาษาฮอลันดา


ได้แก่ Harry King& The Boys, Orkest South Sea Crooners, Queenie & David Kaili, Semarang Entertainer, The Aloha Tuners เป็นต้น


ได้แก่ Harry King & The Boys, Orkest South Sea Crooners, Queenie&David Kaili, Semarang Entertainer, The Aloha Tuners เป็นต้น
อัตราส่วนของจำนวนประชากรของบาตาเบียในช่วงปี 1930 ประกอบด้วย ชาวตะวันตกร้อยละ 6.9, ชาวจีนร้อยละ 14.8, ชาวเอเซียอื่นๆร้อยละ 1.4, ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 76.9, ซึ่งถือได้ว่าสัดส่วนของชาวจีนสูงกว่าเมื่อเทียบกับสุราบายาและสุมารัน  [Indisch Verslag 1941 13-16]
เป็นประเภทของเพลงที่มีการผสมผสานกัมรันเข้าไปด้วยไม่ใช่เป็นการแสดงสดบนเวที ถือได้ว่าเป็นการแสดงดนตรีโดยเฉพาะ  เหมือนกับKliningan ของซุนดะ
สัดส่วนของประชากรในปี1930 ของสุมารันนั้นประกอบด้วย ชาวยุโรปร้อยละ 8.5, ชาวจีนร้อยละ 12.6, ชาวเอเชียอื่นๆร้อยละ 1.0, ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 80.6, ส่วนโจกจาการ์ตานั้นประกอบด้วย ชาวยุโรปร้อยละ 4.1, ชาวจีนร้อยละ 6.5, ชาวเอเซียอื่นๆร้อยละ 0.12, ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 89.2 [Indisch Verslag 1941 13-16] 1: 132.




















แต่เวลาในการอกอากาศนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
สัดส่วนของประชากรของสุราบายาในปี 1930 นั้นประกอบด้วย ชาวยุโรปร้อยละ 7.6, ชาวจีนร้อยละ 11.4, ชาวเอเชียอื่นๆร้อยละ 1.6, ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 79.4
สำหรับเพลงในความเป็นจริงนั้นสามารถรับฟังได้จากบันทึกเสียงเพลง Rumba Tawang Mangoของ อนา รันดู (Miss Annie Landouw) ซึ่งยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้
เช่น “O mijin schat” (ที่รักของฉัน) เป็นต้น
อาจกลายเป็นการตัดสินจากชื่อ โดยที่รายละเอียดของชื่อจากนักร้องจำนวน 60 คน จะประกอบไปด้วย ชาวอินโดนีเซีย (ปูริบูมิ) จำนวน 36 คน, ชาวจีน จำนวน 9 คน, ลูกครึ่งยุโรปจำนวน 15 คน
สมาชิกวง รีฟรีฟา
ภรรยาของIsmail Marzukiอดีตสมาชิกวง รีฟรีฟา เป็นลูกครึ่งระหว่างชาวซุนดะและชาวอาหรับ [Esha 2005:35]



































ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ ดัลดาเนร่า ได้จากIshoshishi[1996:42-47,124-126]ประกอบเพิ่มเติม


ชาตะ 1904 มรณะ 1975


โลกมาเลย์ที่กล่าวถึงในที่นี้หมายถึงพื้นที่หรือเมืองซึ่งมีผู้นับถือศาสนาอิสลามที่พูดภาษามาเลย์พำนักอาศัยอยู่, ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Gamboes ได้ใน Hilarian [2004] ประกอบเพิ่มเติม


ชื่อจริงคือ Syech bin Abdullah Albar


ผลจากการสำรวจมโนประชากรในปี 1930 พบว่ามีผู้พักอาศัยอยู่ที่ 18027 คน [Indisch verslaag 1941:45] แม้นแต่ในปัจจุบันก็ยังมีเขตกัมปุน อัมเปล (Kampung Ampel) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของคนเชื่อสายอาหรับอยู่เช่นกัน


พิณของซุนดะ


หมายถึง พิณฝรั่งและขิมจีน

Photo 8. The Gambus Orchestra

Photo 7. Siti Amash

Kyoto Review of Southeast Asia Issue 8/9 (March/October 2007)