วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ถึงเวลาสำหรับกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคแล้วหรือไม
โดย นิสสิม คาโดช โอทมาซกิน
วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ถึงเวลาสำหรับกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคแล้วหรือไม
โดย นิสสิม คาโดช โอทมาซกิน
TABLE OF CONTENTS
วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ถึงเวลาสำหรับกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคแล้วหรือไม่
โดย นิสสิม คาโดช โอทมาซกิน
กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการส่งออก วางตลาดและบริโภคผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันขนานใหญ่ ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดเหล่านี้สามารถซื้อหาได้ง่ายเป็นพิเศษและพบเห็นได้ทั่วไปตามเมืองใหญ่ของภูมิภาคดังกล่าว เช่น นิตยสารแฟชั่นหลายเล่มในฮ่องกงเป็นของญี่ปุ่นและมีทั้งฉบับภาษาดั้งเดิมและภาษากวางตุ้งวางขาย มีการแปลหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นภาษาท้องถิ่นของเกาหลี ไทย อินโดนีเซีย และไต้หวันสม่ำเสมอ และหนังสือเหล่านี้ครองตลาดหนังสือการ์ตูนของเอเชียตะวันออก ตัวการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น ฮัลโหล คิตตี้ (Hello Kitty) อัมพัน แมน (Anpan Man) และโปเกมอน (Poke’mon) แพร่หลายไปทั่วตามตลาดในเมืองทั่วไปในทวีปเอเชีย ทั้งในรูปของเล่นและเครื่องเขียน มีทั้งที่ได้และไม่ได้รับลิขสิทธิ์ ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมักจะมีการนำไปพากย์เป็นภาษาต่าง ๆ จะเป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาการ์ตูนด้วยกัน ตัวอย่างของตัวการ์ตูนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จและมีให้เห็นในแทบทุกร้านขายการ์ตูนในฮ่องกงและสิงคโปร์คือ เจ้าหนูปรมาณู (Astro Boy) เซเลอร์มูน (Sailor Moon) และลูแปง (Lupin) ตามเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศจีนเช่นเดียวกันที่ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นเข้ามาวางขายเต็มร้านค้าทั่วไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดวัฒนธรรมที่กำลังขยายตัวขึ้นในประเทศ เนื่องจากผู้คนต่างยอมรับลัทธิสุขารมณ์นิยมอย่างเป็นทางการแล้ว

กองทัพฮัลโหล คิตตี้ (Hello Kitty) ในฮ่องกง เมษายน 2004
ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา มีงานเขียนเชิงวิชาการมากมายที่เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากความสำเร็จของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้วในสาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องนี้จะไม่เป็นที่สนใจมากนัก แต่ความสำเร็จของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในภูมิภาคดังกล่าวเป็นหัวข้อสำคัญในวัฒนธรรมศึกษา มานุษยวิทยา และชาติพันธุ์วรรณนา งานเขียนส่วนใหญ่มุ่งศึกษาตัวอย่างเฉพาะ โดยเน้นปฏิกิริยาของผู้คนที่มีต่อการสัมผัสวัฒนธรรมในแง่ที่สัมพันธ์กับวาทกรรมเรื่องระดับโลก-ระดับท้องถิ่น (Alison 2000; Craig 2000; Ishii 2001; Iwabuchi 2004; Martinez 1998; Mori 2004; Otake and Hosokawa 1998; Treat 1996) แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีงานเขียนใดที่นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับศักยภาพของตลาดวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาค
ในที่นี้ แม้ว่าการวิเคราะห์บทความซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเรื่องการแพร่กระจายของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น รวมทั้งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งสิ้นที่บทความเหล่านั้นนำเสนอจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งผู้เขียนยังไม่เชี่ยวชาญพอที่จะทำเช่นนั้นด้วย แต่บทความนี้จะเสนอประเด็นทางทฤษฎีและการวิเคราะห์ที่สำคัญบางประการที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในบทความเหล่านั้น ซึ่งประเด็นทั้งหมดของผู้เขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาหลักของการศึกษาการขยายตัวทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปสู่ต่างประเทศ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อนำเสนอกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคเพื่อวิเคราะห์การแพร่กระจายวัฒนธรรมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นด้วย
บทความและหนังสือในปัจจุบัน: ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องระดับโลกหมด
การศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นชุดกรณีศึกษาในรูปแบบเกร็ดสั้น ๆ ที่น่าสนใจ โดยมักให้ความสำคัญกับตัวบท (text) และถือว่าตัวบทเป็นภาพแทน การปฏิบัติเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นความสนใจเฉพาะของสาขาวิชาและยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับสิ่งที่ศึกษา หนังสือซึ่งทิโมธี เจ เครก เป็นบรรณาธิการ ที่ชื่อ ญี่ปุ่น ป๊อป! ในโลกของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น (Japan Pop! Inside the World of Japanese Popular Culture, 2000) เป็นตัวอย่างที่ดี หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความสำเร็จอย่างมหาศาลของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 บทความ 13 เรื่องแรกในหนังสือเล่มนี้เป็นการวิเคราะห์ตัวบทของดนตรี หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน รายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ญี่ปุ่น ส่วนบทความ 4 เรื่องสุดท้ายกล่าวถึงการแพร่กระจายของหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน และขวัญใจวัยรุ่นญี่ปุ่นในต่างประเทศ
ตัวอย่างอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้แก่หนังสือซึ่งจอห์น เล็นท์เป็นบรรณาธิการ ที่ชื่อวัฒนธรรม ป๊อปเอเชีย (Asian Pop Culture, 1995) และหนังสือซึ่งทิโมธี เจ เครก และริชาร์ด คิงเป็นบรรณาธิการ ที่ชื่อทั่วโลกสู่ท้องถิ่น: วัฒนธรรมป๊อปในเอเชีย (Global Goes Local: Popular Culture in Asia, 2000) หนังสือ 2 เล่มนี้เป็นการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์และสาขาต่าง ๆ ของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น โดยศึกษาเรื่องเล่าเชิงบริบท การปฏิบัติ และความหมายเชิงสังคมที่กว้างขึ้น เช่น ในวัฒนธรรมป๊อปเอเชีย รอน แทนเนอร์ศึกษาการผลิตของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ การส่งออกของเล่นเหล่านี้ไปสหรัฐอเมริกา และการที่ของเล่นเหล่านี้สะท้อน “ถ้าไม่ใช่วาระสำคัญของรัฐบาลญี่ปุ่นก็เป็นการชมชอบของชนชาติ [ญี่ปุ่น]” ด้วยหวังว่าจะมีอนาคตซึ่งสดใสขึ้นกว่าในปัจจุบัน (100) ในหนังสือเล่มเดียวกัน อิโตะ คิงโกะค้นหาความหมายของนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่น และเสนอความคิดว่า “นิตยสารการ์ตูนสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงในสังคมทางด้านอาชีพและบทบาทของสตรี โครงสร้างอำนาจของเพศชายและเพศหญิง และทวิมาตรฐาน (134) ในทำนองเดียวกัน ในทั่วโลกสู่ท้องถิ่น มาร์ค แมควิลเลียมเสนอความคิดว่าการ์ตูนชื่อดังของโอสะมุ เทซูกะ ที่ชื่อ ฮิ โนะ โทริ (นกฟีนิกซ์) “เสนอภาพใหม่ของความเคร่งศาสนาของญี่ปุ่น” อย่างเป็นนัย มีผลงานตีพิมพ์อื่น ๆ อีกมากที่เสนอความคิดแนวเดียวกันนี้ งานที่เด่น ๆ คือ มาร์ติเนซ (Martinez) 1998 โมริ (Mori) 2004 โอตาเกะและโฮโสคาวา (Otake and Hosokawa) 1998 โชด์ท (Schodt) 1996 และทรีท (Treat) 1996
นักวิชาการบางคนอธิบายความสำเร็จของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แต่ไม่ประสบความสำเร็จในอเมริกาและยุโรป) โดยเสนอว่า “ความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม” เป็นตัวกำหนดเส้นทางการกระจายวัฒนธรรม วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นแสดงให้เห็นสาระของความเป็นเอเชียบางอย่าง หรือเรียกได้ว่า “กลิ่นอายเอเชีย” ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภคในท้องถิ่นได้ง่าย ตามแนวความคิดนี้ การผสมผสานทางวัฒนธรรมเป็นผลเชิงภูมิศาสตร์และไม่ใช่เพียงการข้ามชาติ นักวิชาการซึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว อิวาโอะ สุมิโกะเสนอแนวคิด “ความรู้สึกที่มีเหมือนกัน” (1994: 74) ฮอนดะ ชิโนะเสนอแนวคิด “จิตวิญญาณเอเชียตะวันออก” (1994: 76) และอิการาชิ อะคิโอะเสนอแนวคิด “ความรู้สึกเชิงวัฒนธรรม” (1997: 11) อย่างไรก็ตาม “ความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม” นี้ไม่สามารถอธิบายตัวอย่างที่ว่าเหตุใดวัยรุ่นไต้หวันจึงชอบซื้อผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นมากกว่าผลิตภัณฑ์จากจีน หรือเหตุใดนักเรียนไทยจึงชอบฟังดนตรีอเมริกัน ซึ่งดูแล้วไม่ได้มีความใกล้เคียงกัน “ทางวัฒนธรรม” กับดนตรีไทย
นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น “ไม่มีอัตลักษณ์” (ดู Alison 2000; Shiraishi 2000) ซึ่งหมายความว่าเสน่ห์ของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นอยู่ที่การไม่ปรากฏว่าเป็นสัญชาติใด จึงถ่ายทอดไปยังวัฒนธรรมอื่นได้โดยง่ายถึงระดับที่ว่าไม่มีใครมองว่าเป็น “ญี่ปุ่น” อีกต่อไป จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่ามีอะไรซึ่งแสดงความเป็น “ญี่ปุ่น” ในฮัลโหล คิตตี้ (Hello Kitty) โดเรมอน (Doraemon) หรือ โปเกมอน (Poke’mon) หรือสารเชิงวัฒนธรรมใดที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อผู้บริโภคชาวเอเชียอย่างไร

นิตยสารญี่ปุ่นในกรุงไทเป พฤศจิกายน 2006
ในอีกแง่หนึ่ง ดูเหมือนว่าผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถทราบได้ว่าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมใดมีที่มาจากญี่ปุ่น จากการสำรวจโดยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยในฮ่องกง กรุงเทพฯ และโซล จำนวน 239 คน ตอบแบบสอบถามเชิงตีความ1 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุได้ว่าดนตรี ตัวการ์ตูน และหนังสือการ์ตูนใดมาจากญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าได้มีการแปลเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง ไทย และเกาหลีแล้ว ทั้งยังระบุได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์นำเข้าอื่น ๆ หรือผลิตภัณฑ์เลียนแบบที่ผลิตในประเทศ ในกรณีนี้ “กลิ่นอายญี่ปุ่น” ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อาจมาจากการที่ผลิตภัณฑ์เป็นตัวแทนของสิ่งจำเพาะซึ่งเชื่อมโยงกับ “ญี่ปุ่น” และผู้บริโภคชื่นชอบและจำได้ มากกว่าจะมาจากการที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีกลิ่นอายของวัฒนธรรม “เอเชีย”
งานของอิวาบูชิ โกอิชิ (2002; 2004) เสนออีกทฤษฏีหนึ่ง ซึ่งตีความรูปแบบที่ปรากฏออกมาของวัฒนธรรม “ญี่ปุ่น” ภายในพลวัตทางวัฒนธรรมที่กว้างขึ้น อิวาบูชิเป็นผู้บุกเบิกทางการศึกษาวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานของอิวาบูชินำเสนอหลักฐานที่เอื้อต่อการตีความได้มากมายเรื่องความนิยมละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นในประเทศไต้หวัน ฮ่องกง กรุงเทพฯ เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่ อิวาบูชิเชื่อว่าแนวคิด “ความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม” ไม่ได้อธิบายการบริโภควัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นเสมอไป และเสนอว่าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์ของความคิด“ทันสมัย” ซึ่งผู้บริโภคเลือกอย่างมีกลยุทธ์
ในหนังสือที่ชื่อย้ายศูนย์กลางโลกาภิวัตน์ (Recentering Globalization, 2002) อิวาบูกิวิเคราะห์กระแสอิทธิพลของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่พุ่งสูงขึ้นโดยนำกระบวนการโลกาภิวัตน์มาพิจารณา อิวาบูกิมีข้อเสนอหลักว่า การแผ่ขยายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเอเชียช่วงทศวรรษ 1990 มีความสัมพันธ์ต่อกันกับพลังการกระจายจากศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระดับโลก-ระดับท้องถิ่น ในมุมมองของอิวาบูชินั้น บริษัทสื่อมวลชนญี่ปุ่นได้ส่งออกวัฒนธรรมตะวันตกที่ผ่านการประยุกต์ของญี่ปุ่นสู่เอเชีย (20) เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนในเอเชียจึงไม่ได้บริโภคความเป็น “ตะวันตก” อีกต่อไป แต่บริโภคความเป็นตะวันตกที่ผ่านการประยุกต์ให้เข้ากับท้องถิ่นแล้ว หรือที่เป็นลูกผสม
หนังสือที่ชื่อสัมผัสความเป็นสมัยใหม่ของเอเชีย (Feeling Asian Modernities, 2004) ซึ่ง อิวาบูชิเป็นบรรณาธิการนั้นเป็นความพยายามซึ่งซับซ้อนที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบันในการสร้างทฤษฏีเกี่ยวกับเนื้อหาและการไหลของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น ลิซา ยักหมิง หลุง ผู้เขียนบทความหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นได้วิเคราะห์ละครญี่ปุ่น 2 เรื่องที่ฉายในฮ่องกงและได้รับความนิยมอย่างมาก คือ รักนี้เพื่อเธอ (Love Generation) เมื่อปี ค.ศ. 1992 และ วุ่นนักรักซะเลย (Long Vacation) เมื่อปี ค.ศ. 1997 จากการวิเคราะห์ดังกล่าว หัวใจหลักของสาร ‘กันบารุ’ ของญี่ปุ่น (พากเพียรและมุ่งฝ่าฟัน) นั้นได้เดินทางไปทั่วเอเชียผ่านสื่อละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นซึ่ง “นำเสนอสาร ‘กันบารุ’ ในโฉมใหม่” (91) พฤติกรรม ‘กันบารุ’ นี้ได้นำเสนอผ่านตัวเอกชาวเมืองใหญ่ผู้ซึ่ง “ประสบปัญหาในหน้าที่การงานและความสัมพันธ์ ... ได้กำลังใจจากผู้อยู่ในสถานะใกล้เคียงให้พากเพียรต่อไป” (92) ส่วนผู้ชมนั้นรับสาร ‘กันบารุ’ มาใช้อย่างจริงจังต่างกันไปตามกลุ่มอายุ (100–102)
ในหนังสือเล่มเดียวกัน ยู-เฟน โกะเสนอว่าละครขวัญใจวัยรุ่นญี่ปุ่นมีบทบาทใน “ความรู้สึกขัดแย้งอันแฝงอยู่ใน ‘ความวิตกกังวลและความปรารถนา’ ที่มีต่อความเป็นสมัยใหม่” ของไต้หวัน (108) ในบริบทนี้ ละครญี่ปุ่นถ่ายทอด “ปัญหาในชีวิตจริง” ซึ่งชาวไต้หวันกำลังประสบ (108) นอกจากนี้งานวิจัยของลี หมิง ซุงพบว่า “การปฏิบัติข้ามวัฒนธรรมโดยจินตนาการในไต้หวันและมีประสบการณ์จริงในญี่ปุ่นเอื้อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านความโน้มเอียงทางวัฒนธรรมและการแสดงอัตลักษณ์ร่วมกับวัฒนธรรมชาติอื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า คือญี่ปุ่น” (130) และในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน งานวิจัยในกรุงเทพฯ ของอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ และงานวิจัยในเกาหลีใต้ของลี ดองฮูนำเสนอผลคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับวิธีที่ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น “แสดงออกถึงความเป็นสมัยใหม่” งานวิจัยทั้งสองนี้ยังเสนอว่าการบริโภควัฒนธรรมและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นส่งผลให้มีการแสดงอัตลักษณ์ตามญี่ปุ่นอย่างเด่นชัด และในที่สุดจะมีผลกระทบต่ออัตลักษณ์ของชาติ และของทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยรวม
การศึกษาวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นให้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับการปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ ของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นในต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดในความคิดของผู้เขียนคือการที่การศึกษาวิจัยเหล่านี้ไม่ยอมรับแนวคิดของนักทฤษฎีโลกาภิวัตน์ที่ว่าวัฒนธรรม ต่าง ๆ จะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นักทฤษฎีโลกาภิวัตน์อธิบายไว้ว่าในโลกซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิวัฒนาการของเครือข่ายธุรกิจและวัฒนธรรมจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นตัวกำหนดชะตากรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ (ตัวอย่างเช่น Druker 1993; Hannertz 1991; Huntington 1996; Kotckin 1992; Robertson 1991; Schiller 1976; Tomlinson 1991; and Wallerstein 1991) ภาพรวมนั้นก็คือกลุ่มวัฒนธรรมที่มีลักษณะคล้ายชนเผ่าซึ่งอยู่เหนือสัญชาติใด ๆ จับกลุ่มปรับตัวให้เข้ากับระเบียบใหม่ของโลก การศึกษาวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนาดังกล่าวข้างต้นมีส่วนในการช่วยโต้แย้งแนวคิดซึ่งไม่ถูกต้องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีนัยยะมากมายเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติที่ไม่ได้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะมีแรงผลักดันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ว่ากันว่ามาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของการศึกษาวิจัยเหล่านี้คือการที่ยังรักษากระบวนทัศน์แบบระดับโลก-ระดับท้องถิ่นไว้ โดยส่วนมากมองว่าการขยายตัวของ วัฒนธรรมญี่ปุ่นในต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์และมองข้ามข้อสรุปของตนเองที่ว่าสินค้าวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีการวางจำหน่ายในวงจำกัด ได้รับการยอมรับมากกว่า และมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภูมิศาสตร์วัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ สำหรับนักชาติพันธุ์วรรณนาเหล่านี้ กระบวนทัศน์แบบระดับโลก-ระดับท้องถิ่นใช้เป็นหน่วยวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว “ท้องถิ่น” ถือเป็นผู้รับและผู้ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ในขณะที่ญี่ปุ่นถือเป็นทั้งผู้ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นและตัวก
ลางที่จะนำไปสู่ “ทั่วโลก” แนวโน้มนี้เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่กว้างขวางกว่าในการวิเคราะห์เชิงบริบทและการเรียกการปฏิบัติเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ศึกษาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์ (ดู Craig and King 2002 และ Hall 1995 เป็นตัวอย่าง)
เป็นเรื่องน่าสนใจว่า แม้แต่ผู้ซึ่งกล่าวถึงการยอมรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เห็นได้ชัดเจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกก็ทำเช่นนั้นอย่างธรรมดา ๆ การศึกษาวิจัยชิ้นสำคัญ ๆ ซึ่งกล่าวถึง “การทำให้เป็นญี่ปุ่น/ การทำให้เป็นเอเชีย” (Otake and Hosokawa 1998) “ลัทธิเอเชียป๊อป” (Ching 1996) “เส้นทางการไหลของวัฒนธรรมข้ามทวีปเอเชีย” (Iwabuchi 2004) และ “วัฒนธรรมป๊อปเอเชียตะวันออกโดยรวม” (Chua 2003) มักจะมองว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เทียบเท่ากับกระบวนการ โลกาภิวัตน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากนักวิชาการเหล่านี้ไม่คำนึงถึงข้อที่ว่า “ภูมิภาค” อาจเป็นหน่วยการวิเคราะห์ได้ การวิเคราะห์นี้จึงมีข้อบกพร่องจากการที่มีแนวโน้มจะกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เพียงผ่าน ๆ ดังนั้นนักวิชาการเหล่านี้จึงไม่ได้ตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ภายในภูมิภาคมีบทบาทใดในการกำหนดการไหลเวียนและการบริโภคผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม
ในแง่นี้ อิวาบูชิกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเห็นชัดเจนและมีอยู่อย่างท่วมท้นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทางตรงกันข้าม ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นหลายชนิด อาทิ ดนตรี เครื่องประดับ และวัฒนธรรมชื่มชมต้นแบบ ไม่มีผู้บริโภคมากนักภายนอกเขตภูมิศาสตร์วัฒนธรรมนี้ (Iwabuchi 2002: 47, 84) เป็นไปได้ว่าข้อสังเกตนี้จะนำเราสู่การคิดนอกกรอบกระบวนการโลกาภิวัตน์
ข้อเรียกร้องให้มีกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาค
ณ จุดนี้ ข้อเสนอของผู้เขียนมีอยู่ว่าเราควรพยายามสร้างกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคเพื่อเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เส้นทางวัฒนธรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ เราควรมองว่า “ภูมิภาค” ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการที่วัฒนธรรมเดินทางข้ามพรมแดนของประเทศต่าง ๆ หรือเป็นการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างทั่วโลก-ท้องถิ่น แต่ควรมองว่า “ภูมิภาค” เป็นหน่วยการวิเคราะห์ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งทำให้มีความแตกต่างจากวาทกรรมเรื่องกระบวนการโลกาภิวัตน์

เหมาและโดเรมอนในนครเซี่ยงไฮ้ สิงหาคม 2004
ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จทางเศรษฐกิจใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ภูมิภาคนี้มีความสำคัญมากขึ้น โดยการรวมตัวขึ้นเป็นภูมิภาคนี้เป็นผลมาจาก “พลวัตการตลาด” และกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน กระบวนการนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มีองค์กรภูมิภาคอย่างเป็นทางการ และทั้ง ๆ ที่นโยบายของภูมิภาคเน้นวิธีการซึ่งไม่เป็นทางการ เต็มไปด้วยการต่อรอง และเน้นการผนวกรวมเข้ามา อย่างที่มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ (Castells 2000; Frankel and Miles 1993; and Katzenstein 2002)
งานวิจัยจำนวนหนึ่งอธิบายพลวัตทางเศรษฐกิจดังกล่าวโดยเสนอว่า กระบวนการที่เน้นตลาดเป็นหลักคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Haggard 1997; Hatch and Yamamura 1996; Katzenstein and Shiraishi 1997; Petri 1993) งานวิจัยรวบยอดชิ้นหนึ่งซึ่งธนาคารโลกจัดให้มีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้สนับสนุนผลการวิจัยดังกล่าว โดยแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 การค้าภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เจริญเติบโตขึ้นในอัตราสูงกว่าการค้าโลกราว ๆ สองเท่า และสูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตของการค้าภายในภูมิภาคของกลุ่มการค้าเสรีอเมริกาเหนือและสหภาพยุโรป งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีความแนบแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การประสานและพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ยังเป็นไปอย่างแน่นแฟ้นขึ้นอย่างมากด้วยเช่นกัน (Ng and Yeats, 2003)
การเจริญเติบโตของชนชั้นกลาง ในเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเครื่องชี้วัดอีกประการหนึ่ง ชนชั้นกลางเหล่านี้เป็นทั้งผลและปัจจัยของการรวมตัวเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทั้งยังเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นอีกด้วย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาประมาณ 10 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นตัวเลขสองหลักมาตลอดส่งเสริมให้มีชนชั้นกลางในภูมิภาคนี้ ชิราอิชิ ทาคาชิตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเกิดชนชั้นกลางไว้ว่า “ชนชั้นกลางเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคซึ่งเกิดขึ้นเป็นระลอกในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาภายใต้จักรวรรดินิยมอย่างไม่เป็นทางการของสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มที่ญี่ปุ่น ต่อมาที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ แล้วจึงเกิดขึ้นที่ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ที่ประเทศจีน” (2004: 33) (เกี่ยวกับชนชั้นกลางในเอเชียตะวันออก ดู Chua 2000; Hattori et al. 2002; และ Robson and Goodman 1996 ด้วย)2 อำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นกลางก่อให้เกิดความต้องการนำเข้าสินค้าผู้บริโภคและสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ลัทธิบริโภคนิยมขยายตัวและก่อให้เกิดการรวมตัวของตลาดในภูมิภาคนี้
ทางด้านวัฒนธรรมก็เช่นกัน การพัฒนาอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจช่วยชี้ให้เห็นกระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์การแสดงออก การปฏิบัติ และผลกระทบของวัฒนธรรมป๊อปในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีขึ้น ลักษณะทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคนี้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 คือการสอดประสานกันของวัฒนธรรมอเมริกัน ญี่ปุ่น จีนและเกาหลี ซึ่งปรากฏอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันโดยมีระดับความสำคัญต่าง ๆ กัน วัฒนธรรมดังกล่าวกำหนดรูปแบบสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเสมอมา ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างมีผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมป๊อปแบบเดียวกัน ซึ่งตนอาจเลือกใช้ได้ตามความชอบ โดยบริโภคผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมอเมริกัน ญี่ปุ่น จีน เกาหลีและประเทศอื่นไปพร้อม ๆ กันหรือเพื่อเสริมกัน วัยรุ่นหลายล้านคนในฮ่องกง โซล เซี่ยงไฮ้ และจาร์กาต้าต่างต้องการตามแฟชั่นล่าสุดจากโตเกียว ฟังดนตรีป๊อปอเมริกันประเภทเดียวกัน ดูละครจากประเทศจีนทางโทรทัศน์หรือดีวีดี อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และไปดูภาพยนตร์เกาหลีเรื่องล่าสุดกับเพื่อน ๆ (Otmazgin 2005)
อย่างไรก็ตาม การสอดประสานกันของวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม กล่าวคือชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลัก และไม่เกิดขึ้นกับประชากรทั้งหมดของประเทศ เมืองใหญ่ ๆ เป็นศูนย์กลางที่ทำให้เราเข้าใจกระบวนการนี้ เนื่องจากเป็นจุดรวมซึ่งกระแสทางวัฒนธรรมต่าง ๆ มาบรรจบกับลัทธิบริโภคนิยมเกินขอบเขต เมืองใหญ่ ๆ ในเอเชียตะวันออก (กรุงเทพฯ ฮ่องกง โซล เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ไทเป โตเกียวและอื่น ๆ) เป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรม การแพร่กระจาย และการผสมผสานทางวัฒนธรรม ที่ซึ่งการสร้างสำนึกภายในและภายนอกภูมิภาคจะบรรลุผลสูงสุด ด้วยเหตุนี้สำหรับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์หลายระดับชั้นระหว่างเมืองใหญ่ ๆ มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคระหว่างบริษัทผู้ผลิตสื่อและผู้เชี่ยวชาญการโปรโมตผ่านสื่อมีผลกระทบสำคัญต่อตลาดวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มบริษัทเหล่านี้แท้จริงเป็นผู้ประกอบการที่แสวงหาโอกาสขยายธุรกิจใหม่ ๆ และได้แรงกระตุ้นจากการขยายตัวของตลาดสื่อในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น กิจกรรมของกลุ่มบริษัทเหล่านี้จึงส่งเสริมการขยายตัวของตลาดวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายความร่วมมือและสร้างความสัมพันธ์ในภูมิภาคให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ทั้งยังก่อให้เกิดเนื้อหาสาระทางวัฒนธรรมที่สำคัญต่อจินตภาพเรื่อง “เอเชีย”
ภาพยนตร์ ดนตรี และโทรทัศน์
ภาพยนตร์ของเอเชียโดยรวมเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เพราะสามารถผสมผสานแนวเรื่องของเอเชียและตะวันตกได้อย่างลงตัว ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้รับความนิยมระดับหนึ่งในตลาดภาพยนตร์อเมริกาเช่นกัน ภาพยนตร์อย่าง พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon) ฮีโร่ (Hero) จันดารา (Jan Dara) 2046 (2046) ดริฟท์ติ้ง ซิ่งสายฟ้า (Initial D) และมหาสงครามกู้ปฐพี (Musa) ล้วนผลิตและทำการตลาดข้ามชาติ บางเรื่องเป็นผลงานผลิตร่วมกันที่หวังผลสูงโดยใช้ทีมงานและนักแสดงจากเกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่นและประเทศไทย3 ต้นทุนการผลิตต่ำในประเทศเช่น จีน ไทย และ มาเลเซีย ทำให้เกิดแรงจูงใจในการโยกย้ายฐานการผลิตมายังประเทศเหล่านี้ ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในตลาดระดับภูมิภาคและทั่วโลกทำให้เกิดกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นครอบคลุมผู้ชมให้มากที่สุดทั้งในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือในระดับสากล จินตภาพที่ปรากฏออกมาจึงมีผลต่อการสร้างมโนทัศน์เรื่อง “เอเชีย” ของผู้ชมในและนอกภูมิภาค
ความร่วมมือระดับภูมิภาคเกิดขึ้นในวงการดนตรีและโทรทัศน์เช่นกัน ซึ่งเป็นการหยั่งความคิดเห็นที่มีต่อวัฒนธรรมป๊อปเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทวีความสำคัญขึ้น และเป็นการสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรม นอกเหนือจากอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียงแล้วการผลิตผลงานดนตรีและโทรทัศน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมักจะมุ่งเน้นการพัฒนาในระดับภูมิภาคมากกว่าการขยายระดับสากล แชนแนล วีเป็นสื่อหนึ่งที่สำคัญ และเป็นเอ็มทีวีรูปแบบเอเชียซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วเอเชียตะวันออก แชนแนล วีแนะนำดนตรีป๊อปและร็อคของภูมิภาคและสากลให้แก่ผู้ชมโทรทัศน์เคเบิลจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง รายการดนตรีของแชนแนล วีมักจะจัดประเภทดนตรีที่นำเสนอ เป็น “ดนตรีเอเชีย” ซึ่งรวมถึงดนตรีป๊อปของศิลปินและวงดนตรีจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออก บริษัทโซนี่มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ดำเนินการสร้างรูปแบบดนตรีเอเชียโดยรวมขึ้น โดยในปี ค.ศ. 2004 ได้ออกอัลบั้มดนตรีป๊อปชุดหนึ่งซึ่งมี 2 แผ่นและรวมศิลปินจากญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวันและเกาหลีใต้ ความสำเร็จของอัลบั้มชุดนี้ผลักดันให้มีการออกอัลบั้มชุดใหม่ในปี ค.ศ. 2005 ที่รวมดนตรีไทยไว้ด้วย4
ในส่วนของวงการโทรทัศน์ มีการร่วมมือระหว่างพันธมิตรข้ามชาติอยู่บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงในการผลิตรายการโทรทัศน์เป็นอุปสรรคขัดขวางความพยายามต่าง ๆ ในการผลิตรายการโทรทัศน์ข้ามชาติ ทำให้ชะงักงันอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น สาระสำคัญของความพยายามเหล่านี้ซึ่งมีไม่มากนักในปัจจุบันอยู่ที่การทดลองสำรวจโดยรวมของผู้ประกอบการและการถ่ายทอดความรู้วิธีการผลิตเชิงวัฒนธรรมที่เกิดตามมา ในการเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์ข้ามชาติ สตาร์ ทีวี เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในเอเชียในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเป็นเจ้าของสถานีสื่อบันเทิง ข่าว และกีฬาหลากหลายรูปแบบ และสร้างกลุ่มผู้บริโภคใน 300 ล้านครัวเรือนจากประเทศจีนถึงอินเดีย กลยุทธ์ของบริษัทนี้คือปรับให้เนื้อหาเข้ากับท้องถิ่นและเผยแพร่สัญญาณเป็นภาษาในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาจีนกลาง (Sinclair 1997)
บริษัทดนตรีและโทรทัศน์ญี่ปุ่นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเช่นกัน บริษัทจำนวนหนึ่งเริ่มสำรวจตลาดในเอเชียตะวันออกทีละน้อย โดยได้รับการกระตุ้นจากทั้งความเป็นผู้ประกอบการและความต้องการของท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น โพนี แคนยอน และ เอเว็กส์ แทร็กส์ ซึ่งเป็นบริษัทดนตรีญี่ปุ่นรายใหญ่ 2 รายจากทั้งหมด 6 รายได้ขยายเข้าไปในตลาดสื่อเอเชียตะวันออกทั้งแนวกว้างและแนวลึกโดยเปลี่ยนจากการลงนามในข้อตกลงกับบริษัทในท้องถิ่นมาเป็นการเปิดสาขาของตนเอง ในส่วนของโทรทัศน์ บริษัท เอมิวส์ โรแจม ฟูจิทีวี และ เจ๊ตทีวี เป็นบริษัทที่น่าจับตามอง บริษัทเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการผลิตและเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์หลายรายการในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมักมีรูปแบบรายการแบบญี่ปุ่น และมีการสานสัมพันธ์กับบริษัทและองค์กรสื่อต่าง ๆ ในท้องถิ่น บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำการตลาดให้กับรายการดนตรีและโทรทัศน์ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมองได้ว่าเป็นตัวอย่างและต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่นในเอเชียตะวันออก
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเป็นจริงแบบใหม่ที่ทำให้ชนชั้นกลางเป็นจำนวนมากในเมืองใหญ่ ๆ ของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผลิตภัณฑ์และโอกาสทางวัฒนธรรมที่หลากหลายร่วมกัน แม้ชนชั้นกลางเหล่านี้จะอยู่ต่างพื้นที่และมีรายได้แตกต่างกัน แต่แทบทุกคน หรืออาจจะทุกคนเลยด้วยซ้ำสามารถมีการบริโภควิถีชีวิตใน ระดับที่เทียบเคียงกันได้ ปัจจุบันนี้ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อาจเข้าถึงวัฒนธรรมและสิ่งต่าง ๆ ที่ตนพึงพอใจได้ในระดับเดียวกันกับชนชั้นกลางในโซล สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ
โดยสรุปแล้ว ตลาดและชุมชนในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้ามาบรรจบกันเนื่องจากแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ของภูมิภาคนี้ กำลังมีการสร้างตลาดสำหรับวัฒนธรรมป๊อปและกลไกเพื่อความร่วมมือขึ้นมา ซึ่งเป็นกระบวนการวางรากฐานที่มั่นคงในการสร้างวาทกรรมและสร้างมโนทัศน์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์พลวัตของการสอดประสานกันเชิงวัฒนธรรมในภูมิภาค การศึกษากระแสวัฒนธรรมป๊อปในแง่นี้จะละเอียดและถูกต้องกว่าการศึกษาในบริบทวาทกรรม (และวาทศิลป์) เรื่องความสัมพันธ์ในระดับโลก-ระดับท้องถิ่น ซึ่งมุ่งเน้นการทำให้เป็นแบบเดียวกันไม่ว่าจะโดยนัยหรือโดยชัดเจนก็ตาม กระบวนทัศน์เชิงภูมิภาคซึ่งคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นและภูมิภาคอาจเป็นประโยชน์แก่ความเข้าใจกระแสวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้มากกว่า
นิสสิม คาโดช โอทมาซกินเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเกียวโตและทำวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จิรันธรา ศรีอุทัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย และ กรภัทร พฤกษ์ชัยกุล ชัยยนต์ ทองสุขแก้ง พิชญาภา สิริเดชคุณ รัตนสิริ กิตติก้อง
นภางค์ และ บุญญากร เสียงเสนาะ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บรรณานุกรม
Alison, Anne. 2000. “Can Popular Culture Go Global?: How Japanese ‘Scouts’ and ‘Rangers’ Fare in the US.” In A Century of Popular Culture in Japan, ed. Douglas Slaymaker. U.S.A.: Edwin Mellen Press.
Castells, Manuel. 2000. End of Millennium. Oxford: Blackwell.
Ching, Leo. 1996. “Imagining in the Empires of the Sun: Japanese Mass Culture in Asia.” In Contemporary Japan and Popular Culture, ed. John W. Treat. Great Britain: Curzon.
Craig, Timothy J., and Richard King, eds. 2002. Global Goes Local: Popular Culture in Asia. Canada: UBC Press.
Craig, Timothy J., ed. 2000. Japan Pop! Inside the World of Japanese Popular Culture. U.S.A: M.E. Sharpe.
Chua, Beng-Huat. 2003. “The Making of East Asian Popular Culture.” Paper presented in the Carolina Asia Center, University of North Carolina.
Chua, Beng-Huat. 2000. “Consuming Asians: Ideas and Issues.” In Consumption in Asia: Lifestyles and Identities, ed. Beng-Haut Chua. London: Routledge.
Drucker, Peter. 1993. Post Capitalist Society. New York: Harper Business.
Frankel, Jeffrey A., and Miles Kahler. 1993. “Introduction.” In Regionalism and Rivalry: Japan and the United States in Pacific Asia, ed. Jeffrey A. Frankel and Miles Kahler. Chicago: University of Chicago Press.
Haggard, Stephan. 1997. “Regionalism in Asia and the Americas.” In The Political Economy of Regionalism, ed. Edward D. Mansfield and Helen V. Milner. New York: Columbia University Press.
Hall, Stuart. 1995. “New Cultures for Old.” In A Place in the World? Places Cultures, and Globalization, ed. D. Massey and P. Jess. Oxford: Oxford University Press.
Hannertz, Ulf. 1991. “Scenarios for Peripheral Cultures.” In Cultural Globalization and World Systems, ed. A. King. London: Macmillan.
Hatch, Walter, and Kozo Yamamura. 1996. Asia in Japan’s Embrace: Building a Regional Production Alliance. Hong Kong: Cambridge University Press.
Hattori, Tamio, Funatsu Tsuruyo and Torii Takashi, eds. 2002. Ajia Chukanso no Seisei to Tokushitsu [The Emergence and Features of the Asian Middle Classes]. Tokyo: Ajia Keizai Kenkyusho.
Hettne, Björn, Inotai András, and Shukle Osvaldo. 1999. Globalization and the New Regionalization. U.K.: Macmillan Press.
Honda, Shiro. 1994. “East Asian’s Middle Class Turns into Today’s Japan.” Japan Echo 21, 4.
Huntington, Samuel P. 1996. The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon and Schuster.
Igarashi, Akio.1997. “From Americanization to ‘Japanization’ in East Asia!?.” The Journal of Pacific Asia 4: 3-20.
Ishii, Kenichi. 2001. Higashi Ajia no Nihon Taishou Bunka [Japanese Mass Culture in East Asia]. Tokyo: Sososha.
Iwabuchi, Koichi. 2002. Recentering Globalization: Popular Culture and Japanese Transnationalism. United States: Duke University Press.
Iwabuchi, Koichi, ed. 2004. Feeling Asian Modernities: Transnational Consumption of Japanese TV Dramas. Hong Kong: University of Hong Kong Press.
Iwao, Sumiko. 1994. “Popular Culture Goes Regional.” Japan Echo 21, 4 .
Katzenstein, Peter J. 2002. “Variations of Asian Regionalism.” In Asian Regionalism, by Peter J. Katzenstein, Natasha Hamilton-Hart, Kozo Kato, and Ming Yue. Ithaca: Cornell University East Asia Program.
Katzenstein, Peter J., and Takashi Shiraishi, eds. 1997. Network Power: Japan and Asia. Ithaca and London: Cornell University Press.
Kotckin, Joel. 1992. Tribes: How Race, Religion and Identity Determine Success in the New Global Economy. New York: Random House.
Mansfield, Edward D., and Milner V. Helen. 1999. “The New Wave of Regionalism.” International Organization 53, no. 3: 589-627.
Martinez, D. P., ed. 1998. The Worlds of Japanese Popular Culture: Gender, Shifting Boundaries and Global Cultures. China: Cambridge University Press.
Mittelman, J. 1996. “Rethinking the ‘New Regionalization’ in the Context of Globalization.” Global Governance 2: 189-213.
Mori, Yoshitaka, ed. 2004. NishikiKanryu: “Fuyu no Sonata” to Nikantaishoubunka no Genzai [Japanese Style, Korean Boom: ‘Winter Sonata’ and Current Japanese-Korean Mass Cultural Relations]. Japan: Serika Shobo.
Ng, Francis, and Yeats, Alexander. 2003. “Major Trade Trends in East Asia: What are Their Implications for Regional Cooperation and Growth?” The World Bank Development Research Group, Policy Research Working Paper No. 3084 (June).
Otake, Akiko, and Shuhei Hosokawa. 1998. “Karaoke in East Asia: Modernization, Japanization, or Asianization.” In Karaoke around the World: Global Technology, Local Singing, ed. Toru Mitsui and Shuhei Hosokawa. London: Routledge.
Otmazgin, Kadosh Nissim. 2005. “Cultural Commodities and Regionalization in East Asia.” Contemporary Southeast Asia, 27 (3): 499-523.
Petri, Peter A. 1993. “The East Asian Trading Bloc: An Analytical History.” In Regionalism and Rivalry: Japan and the United States in Pacific Asia, ed. Jeffrey A. Frankel and Miles Kahler. Chicago: University of Chicago Press.
Robertson, Ronald. 1991. “Social Theory, Cultural Relativity and the Problem of Globality.” In Cultural Globalization and World Systems, ed. A. King. London: Macmillan.
Robison, Richard and Goodman S.G. David. 1996. “The New Rich in Asia: Economic Development, Social Status and Political Consciousness.” In The New Rich in Asia: Mobile Phones, McDonalds and Middle-Class Revolution, ed. Richard Robison and David S.G. Goodman. London: Routledge.
Schiller, H. 1976. Communication and Cultural Domination. New York: M.E. Sharpe.
Schodt, Frederik. 1996. Dreamland Japan: Writing on Modern Manga. Berkeley: Stonebridge Press.
Shiraishi, Saya. 2000. “Doraemon Goes Abroad.” In Japan Pop! Inside the World of Japanese Popular Culture, ed. Timothy J. Craig. USA: M.E Sharp.
Shiraishi, Takashi. 2004. “The Rise of New Urban Middle Classes in Southeast Asia: What is its National and Regional Significance?.” Paper presented in the Core University Program Workeshop, Kyoto University, October.
Sinclair, J. 1997. “The Business of International Broadcasting: Cultural Bridges and Barriers.” Asian Journal of Communication 7, no. 1: 137-155.
Tomlinson, John. 1991. Cultural Imperialism. Baltimore: Johns Hopkins University Press.
Treat, W. John, ed. 1996. Contemporary Japan and Popular Culture. Great Britain: Curzon.
Wallerstein, Immanuel. 1991. Geopolitics and Geoculture. Cambridge: Cambridge University Press.
การแต่งกายเลียนแบบตัวการ์ตูนญี่ปุ่น
ในโซล มีนาคม 2005